บทความบรรยาย · ครั้งที่ 4
Incoterms 2020 ให้ชัดก่อนเสนอราคา: แยกจุดส่งมอบ ความเสี่ยง และต้นทุน
Incoterms ไม่ใช่แค่ตัวย่อท้ายราคา แต่กำหนดว่าใครทำอะไร ใครรับต้นทุน และความเสี่ยงโอนตรงไหน บทความนี้ช่วยเลือก family ให้ตรงรูปแบบขนส่ง ระบุ named place ให้ชัด และเชื่อมเงื่อนไขส่งมอบเข้ากับราคา เอกสาร ประกัน และสัญญา
สารบัญบทความ
- แกนสำคัญของการบรรยาย
- 1. Incoterms ทำอะไร—และไม่ทำอะไร
- 2. เลือก family ให้ตรงกับการขนส่ง
- ใช้ได้กับทุก mode หรือหลาย mode
- ใช้เฉพาะทางทะเลและทางน้ำภายในประเทศ
- 3. Named place สำคัญกว่าตัวย่อที่จำได้
- 4. แยก Delivery, Risk และ Cost ออกจากกัน
- 5. FCA กับ FOB: เริ่มจากจุดที่ carrier รับสินค้า
- 6. CIF กับ CIP: มีประกันทั้งคู่ แต่ระดับพื้นฐานต่างกัน
- 7. DAP, DPU และ DDP: ภาระปลายทางเพิ่มขึ้นต่างกัน
- 8. Incoterms ต้องเดินร่วมกับสัญญาอีกหลายชุด
- ขั้นตอนเลือก Incoterms ก่อนออก quotation
- ขั้นที่ 1: วาด physical route และจุดควบคุม
- ขั้นที่ 2: เลือก family จากจุดส่งมอบ
- ขั้นที่ 3: ทำเครื่องหมาย delivery, risk และ cost
- ขั้นที่ 4: ใส่ named place และ version ให้ครบ
- ขั้นที่ 5: จับคู่กับราคาและสัญญารอบข้าง
- ขั้นที่ 6: ทำ handover checklist ก่อนส่ง
- ความผิดพลาดที่พบบ่อย
- เช็กลิสต์ก่อนส่งราคาให้ผู้ซื้อ
- สรุป
- แหล่งอ้างอิงสำหรับตรวจทาน
คำว่า FOB, CIF หรือ DDP ที่เขียนต่อท้ายราคาเพียงสามตัวอักษร สามารถเปลี่ยนทั้งจุดส่งมอบ ผู้รับผิดชอบค่าขนส่ง ภาระพิธีการ และช่วงเวลาที่ความเสี่ยงย้ายจากผู้ขายไปผู้ซื้อ หากเลือก term จากความเคยชินหรือระบุสถานที่ไม่ชัด คู่สัญญาอาจเข้าใจราคาเดียวกันคนละแบบ
การบรรยายของ ดร.ศรีสลา ภวมัยกุล เน้นให้มอง Incoterms 2020 เป็นภาษากลางของสัญญาซื้อขายสินค้า ไม่ใช่สูตรบวกราคาอย่างเดียว ก่อนออก quotation ผู้ส่งออกจึงต้องตอบให้ครบว่า ส่งมอบที่ไหน ความเสี่ยงโอนเมื่อใด ใครจัดการอะไร และใครจ่ายต้นทุนแต่ละช่วง

ภาพประกอบ AI-assisted original สำหรับอธิบายว่าจุดโอนความเสี่ยงอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของต้นทุนที่ผู้ขายรับผิดชอบ โดยเฉพาะกลุ่ม C; ตำแหน่งจริงขึ้นกับ rule และ named place/port ที่ตกลง
แกนสำคัญของการบรรยาย
- Incoterms กำหนด obligations, risk และ costs ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อในสัญญาซื้อขาย
- ต้องเลือก rule ให้ตรงกับรูปแบบและจุดส่งมอบจริง ไม่ใช้ term ทางเรือกับจุดส่งมอบบนบกโดยไม่พิจารณา
- จุดส่งมอบ จุดโอนความเสี่ยง และปลายทางที่ผู้ขายจ่ายค่าขนส่งอาจไม่ใช่จุดเดียวกัน
- ตัวย่ออย่างเดียวไม่พอ ต้องระบุ named place/port ให้เจาะจงและใส่ปี
Incoterms® 2020 - ราคา เอกสารขนส่ง ประกัน วิธีชำระเงิน และสัญญาที่เกี่ยวข้องต้องออกแบบให้สอดคล้องกัน
1. Incoterms ทำอะไร—และไม่ทำอะไร
International Chamber of Commerce (ICC) ระบุว่า Incoterms 2020 มี 11 rules ที่ช่วยแบ่งหน้าที่ ความเสี่ยง และต้นทุนระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ เช่น ใครจัดการขนส่งหรือประกัน ใครทำพิธีการ และสินค้า “ส่งมอบ” ณ จุดใด
แต่ Incoterms ไม่ใช่สัญญาซื้อขายทั้งฉบับ และไม่กำหนดเรื่องต่อไปนี้แทนคู่สัญญา
- รายละเอียดและคุณภาพสินค้า
- เวลา วิธี สถานที่ หรือสกุลเงินในการชำระราคา
- การโอนกรรมสิทธิ์หรือความเป็นเจ้าของสินค้า
- ผลของการผิดสัญญาและความล่าช้าส่วนใหญ่
- force majeure, sanctions, ภาษีศุลกากร หรือข้อห้ามนำเข้า–ส่งออก
- กฎหมายที่ใช้บังคับ ศาล หรือวิธีระงับข้อพิพาท
เรื่องเหล่านี้ต้องเขียนในสัญญาซื้อขายหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องแยกต่างหาก การใส่ Incoterms ที่ถูกจึงช่วยปิดเพียงส่วนหนึ่งของข้อตกลง ไม่ได้แก้สัญญาที่ขาดองค์ประกอบอื่น
2. เลือก family ให้ตรงกับการขนส่ง
ใช้ได้กับทุก mode หรือหลาย mode
กลุ่มนี้มี 7 rules ได้แก่
- EXW — Ex Works
- FCA — Free Carrier
- CPT — Carriage Paid To
- CIP — Carriage and Insurance Paid To
- DAP — Delivered at Place
- DPU — Delivered at Place Unloaded
- DDP — Delivered Duty Paid
เหมาะเมื่อจุดส่งมอบไม่ได้เกิดบนเรือโดยตรง เช่น โรงงาน ลานตู้ terminal สนามบิน ด่านชายแดน หรือการขนส่งที่ต่อรถ–เรือ–รางหลายช่วง
ใช้เฉพาะทางทะเลและทางน้ำภายในประเทศ
กลุ่มนี้มี 4 rules ได้แก่
- FAS — Free Alongside Ship
- FOB — Free On Board
- CFR — Cost and Freight
- CIF — Cost, Insurance and Freight
ICC อธิบายว่ากลุ่ม maritime ใช้เมื่อจุดส่งมอบเกิดข้างเรือหรือบนเรือ ณ ท่าเรือ หากธุรกรรมส่งมอบตู้ให้ carrier ที่ inland depot หรือ container terminal ก่อนขึ้นเรือ ควรพิจารณากลุ่ม any-mode ให้ตรงกับจุดส่งมอบจริง แทนการใช้ FOB/CIF เพียงเพราะมีช่วงหนึ่งเดินทางทางทะเล
3. Named place สำคัญกว่าตัวย่อที่จำได้
รูปแบบที่ปลอดภัยกว่าคือ
[chosen rule] [named port, place or point ที่เจาะจง] Incoterms® 2020
ตัวอย่างเชิงรูปแบบ เช่น FCA [ชื่อสถานที่รับมอบและจุดย่อย] Incoterms® 2020 ไม่ควรเขียนเพียง FCA Thailand เพราะยังไม่รู้ว่าเป็นหน้าโรงงาน ลานตู้ ด่าน หรือ terminal ใด
named place ทำหน้าที่ต่างกันตาม rule
- ใน E/F rules และหลายกรณีของ C rules จุดส่งมอบอยู่ฝั่งต้นทางและเป็นจุดโอนความเสี่ยง
- ใน D rules named place เป็นทั้งจุดปลายทางและจุดส่งมอบ
- ใน C rules named destination คือจุดที่ผู้ขายต้องจัดและจ่ายค่าขนส่งไปถึง แต่ความเสี่ยงอาจโอนไปผู้ซื้อก่อนหน้านั้นแล้ว
นี่คือเหตุผลที่คำว่า “ผู้ขายจ่ายค่าขนส่งถึงปลายทาง” ไม่ได้แปลว่า “ผู้ขายรับความเสี่ยงจนถึงปลายทาง” เสมอไป
4. แยก Delivery, Risk และ Cost ออกจากกัน
ก่อนเลือก term ให้ทำ route map ตั้งแต่สถานที่ผู้ขายถึงสถานที่ผู้ซื้อ แล้วทำเครื่องหมายสามชั้น
- Delivery point — จุดที่ผู้ขายถือว่าส่งมอบตาม rule
- Risk transfer — จุดที่ความเสี่ยงสูญหายหรือเสียหายย้ายไปผู้ซื้อ
- Cost allocation — ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการเป็นภาระของฝ่ายใด
ในทางกว้าง ต้นทุนก่อนจุดส่งมอบมักเป็นของผู้ขายและหลังจุดนั้นเป็นของผู้ซื้อ แต่กลุ่ม C เป็นตัวอย่างสำคัญที่ผู้ขายยังมีหน้าที่จัดและจ่ายค่าขนส่งไป named destination หลังจากความเสี่ยงโอนไปผู้ซื้อแล้ว จึงต้องตรวจทั้งบทว่าด้วย delivery/risk และรายการค่าใช้จ่ายของ rule ไม่อ่านจากชื่อย่อเพียงอย่างเดียว
5. FCA กับ FOB: เริ่มจากจุดที่ carrier รับสินค้า
FOB ใช้กับการส่งมอบสินค้าบนเรือ ณ port of shipment ส่วน FCA ใช้เมื่อผู้ขายส่งมอบให้ carrier ที่ผู้ซื้อกำหนด ณ named place ซึ่งอาจเป็นโรงงาน ลานตู้ หรือ terminal
สำหรับสินค้าตู้หรือเส้นทางหลาย mode คำถามสำคัญคือ ผู้ขายสูญเสียการควบคุมสินค้าและส่งมอบให้ carrier ที่จุดใด หากการส่งมอบเกิดก่อนตู้ขึ้นเรือ การระบุ FCA ที่จุดนั้นมักสะท้อนกระบวนการจริงได้ตรงกว่า FOB แต่คำตอบสุดท้ายต้องดูสัญญาขนส่ง อำนาจควบคุมสินค้า เอกสารที่ธนาคารต้องการ และ bargaining position ของคู่ค้า
Incoterms 2020 ยังปรับ FCA เพื่อรองรับกรณีที่คู่สัญญาตกลงให้ผู้ซื้อสั่ง carrier ออก on-board bill of lading แก่ผู้ขายหลังบรรทุกขึ้นเรือ ซึ่งช่วยเชื่อม FCA กับข้อกำหนดเอกสารบางรายการภายใต้การชำระเงินผ่านธนาคาร อย่างไรก็ตามต้องเขียนข้อตกลงและตรวจว่า carrier/ธนาคารยอมรับรูปแบบเอกสารจริง
6. CIF กับ CIP: มีประกันทั้งคู่ แต่ระดับพื้นฐานต่างกัน
CIF และ CIP ต่างกำหนดให้ผู้ขายจัดประกันเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อ แต่ใช้คนละ family และระดับความคุ้มครองพื้นฐานใน Incoterms 2020 ต่างกัน
- CIF ใช้เฉพาะการขนส่งทางทะเล/ทางน้ำ และ ICC คง Institute Cargo Clauses (C) เป็นระดับพื้นฐาน เว้นแต่คู่สัญญาตกลงสูงกว่า
- CIP ใช้ได้กับทุก mode/หลาย mode และกำหนดระดับสูงกว่าในแนว Institute Cargo Clauses (A) หรือเทียบเท่า เว้นแต่ตกลงอย่างอื่น
คำว่า “มีประกัน” จึงยังไม่พอ ต้องตรวจวงเงิน ข้อยกเว้น สินค้าที่คุ้มครอง จุดเริ่ม–สิ้นสุด ผู้รับผลประโยชน์ วิธีแจ้งเคลม และความเสี่ยงเฉพาะของสินค้า
7. DAP, DPU และ DDP: ภาระปลายทางเพิ่มขึ้นต่างกัน
- DAP — ผู้ขายนำสินค้าไปวางให้ผู้ซื้อพร้อมขนลง ณ named place แต่ไม่รับหน้าที่ขนลง
- DPU — ผู้ขายส่งถึง named place และรับหน้าที่ขนลง
- DDP — ผู้ขายรับภาระกว้างไปถึงพิธีการและอากรนำเข้า ตามเงื่อนไขของ rule
DDP ดูสะดวกสำหรับผู้ซื้อ แต่ผู้ขายต้องตรวจว่าตนมีสิทธิและความสามารถทำพิธีการนำเข้า จดทะเบียนภาษี ชำระอากร และควบคุมผู้ให้บริการในประเทศปลายทางจริงหรือไม่ ICC แนะนำให้ผู้ค้าพิจารณา DAP หรือ DPU เมื่อภาระนำเข้าภายใต้ DDP ทำได้ยากทางกฎหมายหรือทางปฏิบัติ
8. Incoterms ต้องเดินร่วมกับสัญญาอีกหลายชุด
ธุรกรรมส่งออกมักมีอย่างน้อยสัญญาซื้อขาย สัญญาขนส่ง ประกัน และข้อตกลงชำระเงิน แต่ Incoterms ผูกเฉพาะบางส่วนของสัญญาซื้อขาย ไม่ได้ผูก carrier, insurer หรือธนาคารโดยอัตโนมัติ
ผู้ส่งออกจึงต้องตรวจความสอดคล้อง เช่น
- จุดส่งมอบใน sale contract ตรงกับจุดรับสินค้าใน transport booking หรือไม่
- เอกสารที่ต้องยื่นภายใต้ L/C ออกได้จริงตาม route และ term หรือไม่
- ประกันเริ่มคุ้มครองก่อนหรือทันจุดที่ความเสี่ยงโอนหรือไม่
- invoice และ price sheet รวมต้นทุนที่ผู้ขายรับผิดชอบครบหรือยัง
- การเปลี่ยนบัญชีรับเงินหรือข้อมูลส่งมอบมีช่องทางยืนยันนอกอีเมลหรือไม่
ส่วนข้อควบคุมสินค้า sanctions, anti-money laundering และ cybersecurity ที่ปรากฏในช่วงบรรยายเป็นหน้าที่ compliance แยกต่างหาก การเลือก Incoterms ที่ถูกไม่ทำให้ข้อกำหนดเหล่านี้หมดไป
ขั้นตอนเลือก Incoterms ก่อนออก quotation
ขั้นที่1วาด physical route และจุดควบคุม
ระบุโรงงาน จุดบรรจุ ลานตู้ terminal ท่าเรือ/สนามบิน จุดเปลี่ยน carrier ด่านนำเข้า และสถานที่ปลายทางตามที่เกิดจริง
ขั้นที่2เลือก family จากจุดส่งมอบ
ถ้าส่งมอบข้างเรือหรือบนเรือจริงจึงพิจารณา FAS/FOB/CFR/CIF หากส่งมอบที่โรงงาน terminal ด่าน หรือมีหลาย mode ให้เริ่มจากกลุ่ม any-mode
ขั้นที่3ทำเครื่องหมาย delivery, risk และ cost
เขียนจุดโอนความเสี่ยงแยกจาก named destination แล้วแจกแจง packaging, loading, inland freight, clearance, terminal, main carriage, insurance, destination handling, unloading, duty และ tax ว่าใครรับผิดชอบ
ขั้นที่4ใส่ named place และ version ให้ครบ
ใช้ชื่อสถานที่/ท่า/terminal และจุดย่อยที่คู่สัญญาควบคุมได้ พร้อม Incoterms® 2020 ใน quotation, purchase order และ sale contract ให้ตรงกัน
ขั้นที่5จับคู่กับราคาและสัญญารอบข้าง
ขอ quotation จาก carrier/forwarder ตรวจเอกสารและ insurance wording แล้วเชื่อมค่าใช้จ่ายที่ผู้ขายรับผิดชอบเข้า price sheet ตรวจ payment terms, L/C และกฎหมายสัญญาแยกจาก Incoterms
ขั้นที่6ทำ handover checklist ก่อนส่ง
ยืนยันวัน เวลา สถานที่ บุคคล/นิติบุคคลที่รับมอบ หลักฐานการส่งมอบ สถานะพิธีการ และช่องทางแจ้งเหตุ เพื่อให้พิสูจน์ได้ว่าความรับผิดเปลี่ยน ณ จุดใด
ความผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้ FOB กับจุดส่งมอบบนบกหรือเส้นทางรถเพียงเพราะคุ้นชื่อ
- ใส่เพียงตัวย่อโดยไม่ระบุ named place/port และปีของ rules
- เข้าใจว่าฝ่ายที่จ่ายค่าขนส่งเป็นฝ่ายรับความเสี่ยงตลอดทาง
- ใช้ CIF/CIP แล้วไม่ตรวจระดับและข้อยกเว้นของประกัน
- รับ DDP โดยไม่ตรวจอำนาจทำพิธีการและภาษีในประเทศปลายทาง
- เชื่อว่า Incoterms กำหนดการชำระเงิน กรรมสิทธิ์ และกฎหมายข้อพิพาทให้แล้ว
- ออก invoice, booking, insurance และ L/C ด้วยจุดหรือเอกสารที่ไม่ตรงกัน
- เปลี่ยน allocation ของค่าใช้จ่ายในสัญญาโดยไม่บอกชัดว่าจุดส่งมอบและความเสี่ยงเปลี่ยนหรือไม่
เช็กลิสต์ก่อนส่งราคาให้ผู้ซื้อ
- [ ] เลือก rule จาก mode และจุดส่งมอบจริง
- [ ] เขียน named place/port เจาะจงถึง terminal, address หรือจุดรับมอบที่จำเป็น
- [ ] ใส่
Incoterms® 2020ครบในเอกสารทุกฉบับ - [ ] แยกจุดส่งมอบ จุดโอนความเสี่ยง และปลายทางที่จ่ายค่าขนส่ง
- [ ] แจกแจงค่าใช้จ่ายต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทางครบ
- [ ] ตรวจหน้าที่ export/import clearance และ duty/tax
- [ ] ตรวจ insurance level, exclusions และ beneficiary ถ้าใช้ CIF/CIP
- [ ] ตรวจ transport document ที่ carrier ออกได้และธนาคารยอมรับ
- [ ] กำหนด payment, title, governing law และ dispute resolution แยกในสัญญา
- [ ] ให้ฝ่ายขาย โลจิสติกส์ การเงิน และคู่ค้าตรวจ quotation ชุดเดียวกันก่อนยืนยัน
สรุป
การเลือก Incoterms ที่ดีไม่ใช่การจำความหมาย 11 คำ แต่คือการทำให้เส้นทางจริง ราคา และสัญญาพูดภาษาเดียวกัน เริ่มจากเลือก family ให้ตรง mode ระบุ named place อย่างเจาะจง แยกความเสี่ยงออกจากต้นทุน แล้วตรวจให้ sale contract, transport, insurance และ payment documents สอดคล้องกัน เมื่อตอบได้ว่าใครทำอะไร ณ จุดใด ผู้ส่งออกจึงรู้ว่าราคาที่เสนอครอบคลุมภาระจริงและพิสูจน์การส่งมอบได้
แหล่งอ้างอิงสำหรับตรวจทาน
- การบรรยาย “Incoterms 2020: ภาษาสากลของการส่งมอบสินค้า” วันที่ 4 กันยายน 2569 โดย ดร.ศรีสลา ภวมัยกุล
- เอกสารประกอบการบรรยาย “INCOTERMS® 2020 (International Commercial Terms) for EXIM BANK”
- International Chamber of Commerce, “Incoterms® 2020” — https://iccwbo.org/business-solutions/incoterms-rules/incoterms-2020/
- ICC Digital Library, “Incoterms® 2020 Q&A” — https://library.iccwbo.org/clp/clp-incoterms-qa-2020.htm
- U.S. Customs and Border Protection, “CTPAT Minimum Security Criteria” — https://www.cbp.gov/border-security/ports-entry/cargo-security/ctpat-customs-trade-partnership-against-terrorism/apply/security-criteria
หมายเหตุบรรณาธิการ: บทความนี้สังเคราะห์จากบันทึกการบรรยายภาคเช้า บทสรุปที่สร้างด้วย AI เอกสารประกอบ และข้อมูลสาธารณะของ ICC โดยตัดเรื่องส่วนบุคคลและ claims ทางกฎหมาย/ตัวเลขที่ยังไม่ยืนยันออก ภาพหน้าปกเป็น AI-assisted original และแผนภาพทั้งสามในบทความเป็น SVG ที่กองบรรณาธิการวาดขึ้นใหม่เป็นภาษาอังกฤษจากข้อเท็จจริงสาธารณะของ ICC ไม่ใช่ตารางกฎ ภาพ หรือกราฟจากเอกสารการสอน เนื้อหานี้เป็นกรอบตรวจงาน ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายหรือคำแทนข้อความ Incoterms® ฉบับเต็ม คู่สัญญาควรตรวจ publication ทางการของ ICC สัญญาขนส่ง ประกัน กฎหมาย และข้อกำหนดปลายทางก่อนใช้จริง