บทความบรรยาย · ครั้งที่ 4

คำนวณต้นทุนส่งออกให้ครบก่อนตั้งราคา: จากกำไรขั้นต้นถึงคณิตศาสตร์ของตู้คอนเทนเนอร์

ความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ส่งออกไม่ใช่ขายไม่ได้ แต่คือขายได้แล้วขาดทุนเพราะไม่รู้ต้นทุนเต็ม บทความนี้เดินตามวิธีคิดของการบรรยาย: หาต้นทุนก่อน เทียบสินค้าด้วยกำไรขั้นต้น อัตราหมุนเวียนสต็อก และผลตอบแทนต่อเงินจมในสต็อก แตกต้นทุนเป็นรายกิจกรรม เทียบกับมาตรฐาน รวมต้นทุนแฝงของโลจิสติกส์และ surcharge แล้วคำนวณตู้ให้รู้ว่าเมื่อใดตู้เต็มถูกกว่าส่งไม่เต็มตู้

อัปเดตล่าสุดทบทวนอีกครั้งภายใน 4 มี.ค. 2570
สารบัญบทความ
  1. แกนสำคัญของการบรรยาย
  2. 1. หาต้นทุนก่อน แล้วค่อยเทียบสินค้า
  3. 2. ต้นทุนบวกกำไรไม่พออีกต่อไป: แตกต้นทุนเป็นรายกิจกรรม
  4. 3. เทียบกับมาตรฐาน: ลายเซ็นที่มากเกินคือต้นทุน
  5. 4. คาร์บอนกลายเป็นเงื่อนไขการค้าและต้นทุน
  6. 5. ต้นทุนโลจิสติกส์ที่มองไม่เห็น และใครรับความผันผวน
  7. รายการที่ต้องอยู่ในตารางต้นทุน
  8. ใครจ่ายค่าระวางคือผู้รับความผันผวน
  9. 6. คณิตศาสตร์ของตู้: น้ำหนัก ปริมาตร และเมื่อใดตู้เต็มถูกกว่า
  10. 7. สิทธิศุลกากรที่ลดต้นทุนได้
  11. ขั้นตอนทำตารางต้นทุนส่งออกของตนเอง
  12. ขั้นที่ 1: ถอยจากยอดขายกลับเป็นต้นทุนจริง
  13. ขั้นที่ 2: คำนวณ turnover และ GMROI ต่อ SKU
  14. ขั้นที่ 3: แตกกิจกรรมและจับเวลา
  15. ขั้นที่ 4: ใส่ต้นทุนโลจิสติกส์และ surcharge ให้ครบ
  16. ขั้นที่ 5: คำนวณตู้และเลือก term
  17. ขั้นที่ 6: ตั้งราคาตาม term และกำหนดอายุใบเสนอราคา
  18. ความผิดพลาดที่พบบ่อย
  19. เช็กลิสต์ก่อนส่งใบเสนอราคา
  20. สรุป
  21. แหล่งอ้างอิงสำหรับตรวจทาน

ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ตั้งราคาด้วยสูตรเดียว: ต้นทุนบวกกำไรที่อยากได้ ปัญหาคือ “ต้นทุน” ในสูตรนั้นมักมีแค่ค่าผลิต ขณะที่ค่าขนส่งในประเทศ ค่าพิธีการ ค่าท่า ค่าเอกสาร surcharge ของสายเรือ ดอกเบี้ยของสต็อกที่จมอยู่ และเวลาที่เสียไปในกระบวนการอนุมัติ ไม่เคยถูกนับ ผลคือสิ่งที่การบรรยายเรียกว่าความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ส่งออก — ขายได้แต่ขาดทุน

การบรรยายภาคบ่ายของ ดร.ศรีสลา ภวมัยกุล ในหัวข้อ Export Costing & Pricing Strategy และ Export Price Sheet ให้วิธีคิดเป็นลำดับ: หาต้นทุนก่อนเสมอ เทียบสินค้าด้วยตัวชี้วัดที่มองทั้งกำไรและความเร็วในการหมุนเงิน แตกต้นทุนเป็นรายกิจกรรมเพื่อหาจุดรั่ว เทียบกับมาตรฐานของผู้อื่น รวมต้นทุนแฝงของโลจิสติกส์ให้ครบ แล้วจึงคำนวณตู้และเลือกเงื่อนไขส่งมอบ บทความนี้เรียบเรียงวิธีเหล่านั้นด้วย ตัวเลขสมมติที่กองบรรณาธิการตั้งขึ้นใหม่ เพื่อให้นำไปแทนค่าของตนเองได้ และตรวจข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแหล่งทางการ ณ วันที่ 4 กันยายน 2569

ภาพบุคคลกำลังทำงานกับตารางคำนวณบนจอคอมพิวเตอร์ พร้อมเครื่องคิดเลขและเอกสารบนโต๊ะ

ภาพประกอบจาก Freepik (rawpixel.com) ดาวน์โหลดและจัดเก็บในเว็บไซต์นี้ตามเงื่อนไข free license พร้อมเครดิตใน CREDITS.md การบ้านของการบรรยายคือเปิดตารางคำนวณแล้วใส่ต้นทุนทุกรายการของสินค้าตนเอง

แกนสำคัญของการบรรยาย

  1. หาต้นทุนก่อนเสมอ ถ้ารู้เพียงยอดขายกับเปอร์เซ็นต์กำไร ให้ถอยกลับเป็นต้นทุนก่อนวิเคราะห์อย่างอื่น
  2. สินค้าที่กำไรขั้นต้นสูงกว่าไม่ได้ดีกว่าเสมอ ต้องดูอัตราหมุนเวียนสต็อกและผลตอบแทนต่อเงินที่จมในสต็อกด้วย
  3. ต้นทุนต้องแตกเป็นรายกิจกรรมและรายหน่วยย่อยที่สุด จึงจะเห็นว่าขั้นตอนใดแพงจริง
  4. เทียบต้นทุนกิจกรรมของตนกับมาตรฐานของอุตสาหกรรม แพงกว่าที่ใดให้กลับไปหาเหตุ
  5. ต้นทุนโลจิสติกส์ต้องนับทั้งห่วงโซ่ รวม local charges, surcharge และความผันผวนของค่าระวาง — ใครจ่ายค่าระวางคือผู้รับความผันผวนนั้น
  6. ก่อนจองตู้ต้องคำนวณทั้งน้ำหนักและปริมาตร แล้วเทียบราคาทุกทางเลือก ไม่ตัดสินจากความเคยชิน

1. หาต้นทุนก่อน แล้วค่อยเทียบสินค้า

วิธีของผู้บรรยายเริ่มจากคำถามง่าย ๆ: ถ้าสินค้าสองตัวขายได้เท่ากันแต่กำไรขั้นต้นต่างกัน ต้นทุนก็ต่างกัน และ “ความคุ้มค่า” ต้องดูต่อว่าเงินจมในสต็อกเท่าใด ตัวชี้วัดสามระดับที่ใช้คือ

  • กำไรขั้นต้น (gross margin) = ยอดขาย − ต้นทุนขาย บอกว่าสินค้าทำกำไรกี่บาทต่อยอดขาย
  • อัตราหมุนเวียนสินค้าคงคลัง (inventory turnover) = ต้นทุนขาย ÷ สินค้าคงคลังเฉลี่ย บอกว่าสต็อกถูกเปลี่ยนเป็นยอดขายเร็วแค่ไหน
  • ผลตอบแทนต่อสินค้าคงคลัง (GMROI) = กำไรขั้นต้น ÷ สินค้าคงคลังเฉลี่ย บอกว่าเงินหนึ่งบาทที่จมในสต็อกสร้างกำไรกี่บาท

ตัวอย่างสมมติ: สินค้า A ยอดขาย 100 กำไรขั้นต้นร้อยละ 35 → ต้นทุนขาย 65 สต็อกเฉลี่ย 13 → หมุน 5.0 รอบ GMROI 2.7 ส่วนสินค้า B ยอดขาย 100 กำไรขั้นต้นร้อยละ 55 → ต้นทุนขาย 45 แต่สต็อกเฉลี่ย 30 → หมุน 1.5 รอบ GMROI 1.8 แม้ B ทำกำไรต่อยอดขายสูงกว่า แต่ทุกบาทที่จมในสต็อกของ A สร้างกำไรมากกว่า ถ้าเงินทุนหมุนเวียนจำกัด A คือสินค้าที่ควรรักษาและ B คือสินค้าที่ต้องแก้เรื่องสต็อกหรือพิจารณาตัด

Two products with the same sales: the one with the higher gross margin returns less per baht tied up in stock once inventory turnover is counted Illustrative editorial numbers, not the lecturer's. Product A: sales 100, gross margin 35, cost of goods 65, average inventory 13, turnover 5.0 times, gross margin return on inventory 2.7. Product B: sales 100, gross margin 55, cost of goods 45, average inventory 30, turnover 1.5 times, return on inventory 1.8. Formulas: cost equals sales minus gross margin; turnover equals cost of goods divided by average inventory; GMROI equals gross margin divided by average inventory. Same sales, different answer illustrative numbers Product A Sales 100 Margin 35 Cost 65 Stock 13 Turnover 5.0x GMROI 2.7 2.7 baht per 1 Product B Sales 100 Margin 55 Cost 45 Stock 30 Turnover 1.5x GMROI 1.8 1.8 baht per 1 How to compute Cost = sales - gross margin Turnover = cost / avg stock GMROI = margin / avg stock B earns more per sale but ties up more cash in stock: A returns more per baht held
แผนภาพ: สินค้าสองตัวยอดขายเท่ากัน (ตัวเลขสมมติ) สินค้า A กำไรขั้นต้น 35 ต้นทุน 65 สต็อก 13 หมุน 5.0 รอบ GMROI 2.7 สินค้า B กำไรขั้นต้น 55 ต้นทุน 45 สต็อก 30 หมุน 1.5 รอบ GMROI 1.8 พร้อมสูตร ต้นทุน = ยอดขาย − กำไรขั้นต้น, turnover = ต้นทุนขาย ÷ สต็อกเฉลี่ย, GMROI = กำไรขั้นต้น ÷ สต็อกเฉลี่ย

สิ่งที่ผู้บรรยายย้ำคือสัญชาตญาณอาจถูก แต่ต้องคำนวณเพื่อยืนยัน และตัวเลขที่ใช้ต้องเป็นของจริงจากบัญชี ไม่ใช่การเดา

2. ต้นทุนบวกกำไรไม่พออีกต่อไป: แตกต้นทุนเป็นรายกิจกรรม

เมื่อราคาตลาดต่ำกว่าต้นทุนของเรา สูตรต้นทุนบวกกำไรตอบไม่ได้ว่าจะแข่งอย่างไร คำตอบของการบรรยายคือลงไปดูกระบวนการที่ถูกมองข้ามด้วย activity-based costing (ABC)

  1. ระบุกิจกรรมย่อย เช่น รับสินค้า ตรวจสอบ จัดเก็บขึ้นชั้น หยิบ แพ็ก ทำเอกสาร ขนส่ง
  2. จับเวลาที่แต่ละ SKU ใช้ในแต่ละกิจกรรม
  3. คิดต้นทุนแรงงาน เครื่องจักร พื้นที่ และพลังงานตามเวลาจริง แล้วหารเป็นต้นทุนต่อกล่อง/ต่อหน่วย/ต่อกิจกรรม
  4. เทียบต้นทุนต่อหน่วยระหว่าง SKU และระหว่างกิจกรรม

บทเรียนสำคัญคือ อย่าดูรวม สินค้าที่ดูแพงเมื่อรวมทุกกิจกรรม อาจแพงเพราะกิจกรรมเดียว (เช่น ใช้เวลาตรวจสอบนาน) ขณะที่กิจกรรมอื่นถูกกว่าสินค้าตัวอื่นด้วยซ้ำ การแยกไส้ในทำให้รู้ว่าควรลดเวลาในขั้นใด ไม่ใช่ตัดสินว่าสินค้าตัวนั้น “ไม่ดี” ทั้งตัว

แนวคิดคู่กันคือ Amoeba management: แบ่งองค์กรเป็นหน่วยย่อยที่คิดรายได้–ค่าใช้จ่ายของตัวเองเหมือนบริษัทเล็ก ๆ รวมถึงหน่วยสนับสนุนที่เดิมถูกมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายล้วน ทำให้ทุกคนเห็นต้นทุนของกระดาษ การถ่ายเอกสาร และเวลาทำงานของตน และมองหน่วยถัดไปเป็นลูกค้าภายในที่ต้องส่งงานสมบูรณ์ให้ ผู้บรรยายเสนอให้เขียนโฟลว์งานจริงก่อน แล้วคำนวณต้นทุนเป็นรายชั่วโมงหรือหน่วยย่อยที่สุด ค่อยคูณกลับด้วยกำลังการผลิตจริง

สำหรับองค์กรที่ยังไม่มีระบบ จุดเริ่มที่ผู้บรรยายยืนยันว่าลงทุนน้อยและเห็นผลเร็วคือ 5ส (สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สร้างนิสัย) และมุมมอง productivity ที่ไม่ใช่แค่ผลิตมาก แต่ครบทั้งปริมาณ คุณภาพ ต้นทุน การส่งมอบ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เทียบกับทรัพยากร 4M (machine, material, man, management)

3. เทียบกับมาตรฐาน: ลายเซ็นที่มากเกินคือต้นทุน

หากไม่แน่ใจว่ากระบวนการของตนมีประสิทธิภาพหรือไม่ ให้ benchmark ต้นทุนต่อกิจกรรม (เช่น ต้นทุนรับสินค้าต่อกล่อง ต้นทุนจัดเก็บขึ้นชั้นต่อกล่อง) กับค่ามาตรฐานของอุตสาหกรรมหรือผู้ให้บริการภายนอก แพงกว่าที่ใดให้ย้อนกลับไปหาสาเหตุ: ขั้นตอนซ้ำซ้อน คนเซ็นหลายชั้น การรอคอย หรือความสูญเปล่าอื่น ผู้บรรยายชี้ว่าหลายลายเซ็นในเอกสารใบเดียวคือต้นทุนที่ไม่เห็นในงบ แต่กินเวลาและกำลังคนจริง

ตัวอย่างการทำ kaizen ที่ไม่ต้องลงทุน: เปลี่ยนขนาดภาชนะหรือปริมาณเคมีที่ใช้ต่อวันให้พอดี ประหยัดได้ทันทีเป็นรายวัน และเมื่อคูณเป็นรายเดือนก็มีนัยสำคัญ ส่วนของเสียในกระบวนการ (ใส่วัตถุดิบ 100 ส่วน ได้สินค้า 70 ส่วน) ต้องตีมูลค่าเป็นต้นทุนความสูญเสียและหาว่าหายที่ขั้นใด ซึ่งเป็นแนวทางของ material flow cost accounting (MFCA)

4. คาร์บอนกลายเป็นเงื่อนไขการค้าและต้นทุน

ผู้บรรยายเชื่อมการลดต้นทุนกับการลดคาร์บอน เพราะตลาดปลายทางโดยเฉพาะยุโรปกำลังทำให้คาร์บอนเป็นต้นทุนเชิงพาณิชย์ (ดูบทความ CBAM, EUDR, PPWR) ขอบเขตการเก็บข้อมูลที่แนะนำมีสามระดับ

  • บุคลากร — การเดินทาง วัสดุสิ้นเปลือง พฤติกรรมในที่ทำงาน
  • ผลิตภัณฑ์ — วัตถุดิบ พลังงานในการผลิต การขนส่ง การใช้ และการกำจัดเมื่อหมดอายุ
  • องค์กร — โซลาร์เซลล์ การนำน้ำและความร้อนกลับมาใช้ พลังงานหมุนเวียน การจัดการของเสีย

แนวทางลดที่เชื่อมกับต้นทุนโดยตรง ได้แก่ เปลี่ยนเชื้อเพลิง ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ นำความร้อนหรือพลังงานเหลือใช้กลับมาใช้ รีไซเคิลน้ำ และเปลี่ยนวัสดุหรือบรรจุภัณฑ์ ตัวอย่างที่ยกในห้องบรรยาย เช่น การตัดสีบางส่วนออกจากโลโก้เพื่อลดต้นทุนการพิมพ์และสารเคมี การนำใบสับปะรดที่เดิมถูกเผาทิ้งมาแปรรูปเป็นเส้นใย การขายเศษวัตถุดิบจากร้านอาหารให้ผู้ผลิตสบู่ และการใช้แก้วหมุนเวียนแทนแก้วใช้ครั้งเดียว ทั้งหมดใช้หลักเดียวกัน: ของเสียของรายหนึ่งอาจเป็นวัตถุดิบของอีกราย

หน่วยงานไทยที่ให้กรอบการวัดและรับรองคือองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ผ่าน Carbon Footprint for Organization/Product และโครงการ T-VER ตัวเลขที่ทวนสอบได้จึงใช้ทั้งตอบลูกค้าและวัดผลการลดต้นทุนพลังงาน

5. ต้นทุนโลจิสติกส์ที่มองไม่เห็น และใครรับความผันผวน

ปัญหาหลักที่ผู้บรรยายเห็นคือธุรกิจเห็นแต่ต้นทุนสินค้าด้านบน แต่ไม่เห็นบรรทัดด้านล่าง: ค่าขนส่งในประเทศ ค่าระวางระหว่างประเทศ ค่าพิธีการ อากร ค่าธรรมเนียมท่า ค่าใช้จ่ายปลายทาง ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และ surcharge ที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก

รายการที่ต้องอยู่ในตารางต้นทุน

  • ฝั่งส่งออก: ค่าพิธีการ ค่าธรรมเนียมเอกสาร ค่าผ่านท่า/terminal handling ค่ารถไปตรวจ X-ray เมื่อถูกสุ่ม ค่าบริการตัวแทน ค่าออก B/L ค่าซีล และค่าใบรับรองเฉพาะสินค้า (สุขอนามัย พืช สัตว์ ผลวิเคราะห์ ความชื้น การรมยา)
  • ฝั่งนำเข้า (ถ้าขายเงื่อนไขที่รวมปลายทาง): ค่าพิธีการขาเข้า ค่าธรรมเนียมกงสุล ค่าส่งตัวอย่างตรวจ ค่าตรวจปล่อย ค่าเช่าพื้นที่/ค่าค้างตู้ อากรตามพิกัดเว้นแต่ใช้สิทธิ FTA
  • Local charges ของสายเรือและท่า: ค่าปล่อยตู้/D/O ค่าหน้าท่า (THC) ค่าบรรจุตู้ที่ CFS สำหรับ LCL ค่าล้างตู้ ค่าซ่อมตู้ ค่าตู้ค้างท่า (demurrage) ค่ารถ/ตู้ค้างนอกท่า (detention) ค่า lift on/off ค่าชั่งน้ำหนัก และบริการเสริมอื่น
  • Surcharge บนค่าระวาง: ค่าน้ำมัน (bunker) ค่าเงิน (currency) ค่าธรรมเนียมการปล่อยมลพิษ/ETS ค่าผ่านคลอง ค่าฤดูกาล และ war risk ในเส้นทางเสี่ยง

ใครจ่ายค่าระวางคือผู้รับความผันผวน

ค่าระวางเปลี่ยนได้มากภายในไม่กี่เดือนจากสงคราม เส้นทางเดินเรือ และภาวะตลาด ถ้าเสนอราคาล่วงหน้าหลายเดือนด้วยเงื่อนไขที่ผู้ขายรับค่าระวาง (CFR, CIF, CPT, CIP, DAP, DPU, DDP) ผู้ขายอาจขาดทุนตั้งแต่ก่อนส่งของ และ surcharge ใหม่ ๆ ที่สายเรือเริ่มเก็บก็ตกกับผู้จ่ายค่าระวางเช่นกัน ผู้บรรยายจึงแนะนำให้ผู้ส่งออกที่ยังควบคุมค่าระวางไม่ได้ขายด้วย FCA ณ จุดส่งมอบในประเทศ ให้ต้นทุนของตนจบที่การเดินพิธีการขาออก และให้ผู้ซื้อที่มี volume กับสายเรือเป็นผู้จัดการค่าระวาง (รายละเอียดการเลือก term ดูบทความ Incoterms 2020)

The export price builds up in layers from the factory cost to the buyer's door, and each Incoterm stops the seller's price at a different layer A staircase of six layers from bottom to top. Layer 1, EXW: product cost, profit, export packing. Layer 2, FCA or FOB: plus inland haulage, export clearance, terminal handling, document fees. Layer 3, CFR or CPT: plus ocean freight and surcharges such as fuel, currency, emission, peak season, war risk. Layer 4, CIF or CIP: plus cargo insurance. Layer 5, DAP or DPU: plus destination terminal handling, import clearance, delivery, unloading for DPU. Layer 6, DDP: plus import duty and taxes. A note: whoever pays freight carries the swings and the surcharges. DDP: + import duty and taxes seller clears import too DAP / DPU: + destination side port handling, import entry, delivery; DPU adds unloading CIF / CIP: + cargo insurance CIF clauses C, CIP clauses A CFR / CPT: + main carriage ocean or air freight + surcharges: fuel, currency, emission, peak, war risk FCA / FOB: + origin side inland haulage, export entry, terminal handling, B/L fee, certificates, X-ray charges EXW: factory price cost + profit + export packing Who pays freight carries the swings and the surcharges
แผนภาพ: ราคาส่งออกสะสมเป็นชั้นจากราคาหน้าโรงงาน (EXW: ต้นทุน กำไร บรรจุภัณฑ์) บวกฝั่งต้นทาง (FCA/FOB: ขนส่งในประเทศ พิธีการขาออก THC ค่า B/L ใบรับรอง X-ray) บวกค่าระวางและ surcharge (CFR/CPT) บวกประกัน (CIF/CIP) บวกฝั่งปลายทาง (DAP/DPU) และอากรนำเข้า (DDP) — ใครจ่ายค่าระวางคือผู้รับความผันผวนและ surcharge

6. คณิตศาสตร์ของตู้: น้ำหนัก ปริมาตร และเมื่อใดตู้เต็มถูกกว่า

การจองตู้ผิดคือความผิดพลาดที่แก้ยากที่สุดในวันส่งของ หลักที่ผู้บรรยายให้คือ

  1. คำนวณทั้งน้ำหนักและปริมาตร ปริมาตรหนึ่งลูกบาศก์เมตร (CBM) = กว้าง × ยาว × สูง (เมตร) ของกล่อง คูณจำนวนกล่อง เอาค่าที่ถึงเพดานก่อนเป็นตัวตัดสิน — สินค้าหนักถึงเพดานน้ำหนักก่อนทั้งที่ตู้ยังว่าง สินค้าเบาถึงเพดานปริมาตรก่อน
  2. ตรวจ spec ของตู้กับสายเรือ เพดานน้ำหนักบรรทุกและปริมาตรใช้งานของตู้ 20 ฟุตและ 40 ฟุตต่างกัน และต่างกันตามสายเรือและชนิดตู้ ใช้ตัวเลขจาก booking จริง ไม่ใช้ตัวเลขจำ
  3. เทียบราคาทุกทางเลือก LCL คิดตาม CBM บวกค่าบรรจุตู้ที่ CFS และค่าเอกสาร ยิ่ง CBM น้อยยิ่งแพงต่อหน่วย; FCL 20 ฟุตคิดเป็นราคาตู้บวก local charges; ถ้าปริมาตรเกิน 20 ฟุตเล็กน้อย ให้เทียบ “20 ฟุต + LCL ส่วนเกิน” กับ “40 ฟุตตู้เดียว” เพราะบางครั้งตู้ยาวตู้เดียวถูกกว่า
  4. เลือกจากต้นทุนรวมต่ำสุด ไม่ใช่จากความเคยชินว่าของน้อยต้องส่ง LCL — บางกรณีตู้ 20 ฟุตที่ใช้พื้นที่ไม่เต็มยังถูกกว่า LCL

ทางอากาศใช้หลักเดียวกันแต่เรียกว่า chargeable weight: สายการบินเทียบน้ำหนักจริงกับน้ำหนักปริมาตร (ปริมาตรเป็นลูกบาศก์เซนติเมตร ÷ 6,000 ตามธรรมเนียมที่ใช้กันทั่วไป) แล้วคิดค่าระวางจากค่าที่สูงกว่า ผู้ส่งออกที่ส่งของเบาแต่ใหญ่จึงถูกคิดตามปริมาตร ซึ่งไม่ใช่การคิดเกิน แต่เป็นวิธีคำนวณของอุตสาหกรรม ให้ตรวจ tariff ของสายการบินหรือ forwarder ที่ใช้จริง

Deciding between LCL and a full container: measure weight and volume, find which limit binds first, then price every option before booking Four steps in a vertical flow. Step 1: compute the shipment's weight in tonnes and volume in cubic metres from carton dimensions times quantity. Step 2: check which limit is reached first, weight or volume, against the carrier's specification for a 20-foot and a 40-foot container. Step 3: price three options: LCL at rate per cubic metre plus CFS and document fees; one 20-foot FCL at box rate plus local charges; or 20-foot plus LCL remainder versus one 40-foot. Step 4: book the lowest total landed cost, not the habit. Air freight note: chargeable weight is the greater of actual weight and volume in cubic centimetres divided by 6000. 1 Measure the shipment weight (t) and volume (CBM) = carton L x W x H x quantity 2 Which limit binds first? weight cap or volume cap of 20 ft / 40 ft per carrier spec 3 Price every option LCL: rate x CBM + CFS + docs 20 ft FCL: box + local charges 20 ft + LCL remainder or one 40 ft FCL 4 Book the lowest total cost small CBM is dear per unit Air: chargeable weight = larger of actual kg and cm3 / 6000 (check the airline tariff)
แผนภาพ: สี่ขั้นก่อนจองตู้ — วัดน้ำหนักและปริมาตรของ shipment, ดูว่าเพดานใดถึงก่อนตาม spec ตู้ 20/40 ฟุตของสายเรือ, ตีราคาทุกทางเลือก (LCL ตาม CBM + CFS + เอกสาร, FCL 20 ฟุต + local charges, 20 ฟุต + LCL ส่วนเกิน หรือ 40 ฟุตตู้เดียว) แล้วจองจากต้นทุนรวมต่ำสุด พร้อมหมายเหตุทางอากาศเรื่อง chargeable weight

7. สิทธิศุลกากรที่ลดต้นทุนได้

ผู้บรรยายปิดท้ายด้วยสองเรื่องที่ควรรู้ไว้ก่อนเกิดเหตุ: หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดภายใต้ FTA ช่วยลดหรือยกเว้นอากรให้ผู้ซื้อและทำให้สินค้าขายง่ายขึ้น (ดูบทความ ใช้สิทธิ FTA ให้ถูกตั้งแต่พิกัดถึงหลักฐานถิ่นกำเนิด) และของที่ส่งออกแล้วถูกส่งกลับ หรือเครื่องจักรที่ส่งไปซ่อมแล้วนำกลับเข้ามา อาจได้รับยกเว้นอากรตามเงื่อนไขในพิกัดอัตราศุลกากรภาค 4 ซึ่งต้องตรวจเงื่อนไขและระยะเวลากับกรมศุลกากรเป็นรายกรณี

ขั้นตอนทำตารางต้นทุนส่งออกของตนเอง

ขั้นที่1ถอยจากยอดขายกลับเป็นต้นทุนจริง

ดึงต้นทุนขายจากบัญชี ไม่ใช่จากความรู้สึก และแยกเป็นวัตถุดิบ แรงงาน โสหุ้ย และบรรจุภัณฑ์

ขั้นที่2คำนวณ turnover และ GMROI ต่อ SKU

ใช้สินค้าคงคลังเฉลี่ยของแต่ละ SKU แล้วจัดอันดับ สินค้าที่ GMROI ต่ำให้ตั้งเป้าลดสต็อกหรือทบทวนการผลิต

ขั้นที่3แตกกิจกรรมและจับเวลา

ทำ ABC กับกิจกรรมที่ใช้คนมากที่สุดก่อน แล้ว benchmark กับมาตรฐานหรือราคาผู้ให้บริการภายนอก

ขั้นที่4ใส่ต้นทุนโลจิสติกส์และ surcharge ให้ครบ

ขอใบเสนอราคาจริงจาก forwarder/สายเรือ แยกทุกรายการ local charges และ surcharge ลงตาราง พร้อมวันหมดอายุของราคา

ขั้นที่5คำนวณตู้และเลือก term

หา CBM และน้ำหนักรวม เทียบ LCL / 20 ฟุต / 40 ฟุต แล้วตัดสินใจว่าจะรับค่าระวางเองหรือขาย FCA

ขั้นที่6ตั้งราคาตาม term และกำหนดอายุใบเสนอราคา

สร้าง price sheet ที่แสดงราคาแต่ละ term จากตารางเดียวกัน ระบุอายุราคาให้สั้นกว่าความผันผวนของค่าระวาง และเก็บหลักฐานต้นทุนไว้ทบทวนทุกครั้งที่ราคาตลาดเปลี่ยน

ความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ตั้งราคาจากต้นทุนผลิตบวกกำไร โดยไม่นับต้นทุนโลจิสติกส์และเอกสาร
  • ตัดสินสินค้าจากกำไรขั้นต้นอย่างเดียว ไม่ดูเงินที่จมในสต็อก
  • ดูต้นทุนรวมแล้วสรุปว่าสินค้าตัวหนึ่ง “แพง” ทั้งที่แพงเพียงกิจกรรมเดียว
  • ไม่รู้ต้นทุนมาตรฐานของอุตสาหกรรม จึงไม่รู้ว่าตนแพงกว่าที่ใด
  • เสนอราคาแบบรวมค่าระวางล่วงหน้าหลายเดือนโดยไม่กำหนดอายุราคา
  • ลืม surcharge และ local charges ในใบเสนอราคา
  • จอง LCL เพราะของน้อย ทั้งที่ตู้ 20 ฟุตถูกกว่า หรือจองตู้สั้นสองตู้ทั้งที่ 40 ฟุตตู้เดียวพอ
  • โกรธสายการบินที่คิดตามปริมาตร ทั้งที่ควรออกแบบกล่องให้เล็กลง
  • ไม่มีข้อมูลคาร์บอนเมื่อลูกค้าถาม จึงเสียดีลทั้งที่ต้นทุนแข่งได้

เช็กลิสต์ก่อนส่งใบเสนอราคา

  • [ ] ต้นทุนขายของ SKU นี้มาจากบัญชี ไม่ใช่การประมาณ
  • [ ] คำนวณ turnover และ GMROI แล้ว และรู้ว่าสินค้านี้อยู่อันดับใด
  • [ ] ต้นทุนกิจกรรมหลักถูก benchmark กับมาตรฐานแล้ว
  • [ ] ตารางมีค่าขนส่งในประเทศ พิธีการ THC เอกสาร ใบรับรอง และ local charges ครบ
  • [ ] surcharge ทุกรายการอยู่ในราคา หรือระบุว่าเป็นของผู้ซื้อ
  • [ ] คำนวณ CBM และน้ำหนัก และเทียบ LCL / 20 ฟุต / 40 ฟุต แล้ว
  • [ ] เลือก term แล้วรู้ว่าใครรับความผันผวนของค่าระวาง
  • [ ] ใบเสนอราคามีอายุ และมีเงื่อนไขปรับราคาเมื่อค่าระวางเปลี่ยน
  • [ ] ข้อมูลคาร์บอนระดับผลิตภัณฑ์พร้อมตอบเมื่อลูกค้าถาม
  • [ ] ตรวจสิทธิ FTA และเงื่อนไขของส่งกลับ/ส่งซ่อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สรุป

การตั้งราคาส่งออกที่ไม่ขาดทุนเริ่มจากการรู้ต้นทุนเต็ม: ถอยจากยอดขายกลับเป็นต้นทุนจริง เทียบสินค้าด้วยกำไรขั้นต้น turnover และ GMROI แตกกิจกรรมเพื่อหาจุดรั่ว เทียบกับมาตรฐาน แล้วใส่ต้นทุนโลจิสติกส์ surcharge และคาร์บอนลงตารางเดียวกันก่อนคำนวณตู้และเลือก term เมื่อทุกบรรทัดอยู่ในตารางเดียว ผู้ส่งออกจึงรู้ว่าราคาที่เสนอครอบคลุมอะไร ใครรับความผันผวน และเมื่อใดควรจองตู้เต็มแทนการส่งไม่เต็มตู้

แหล่งอ้างอิงสำหรับตรวจทาน

  • การบรรยาย “Export Costing & Pricing Strategy” และ “Export Price Sheet” ภาคบ่าย วันที่ 4 กันยายน 2569 โดย ดร.ศรีสลา ภวมัยกุล (ตอนที่ 2–3)
  • International Chamber of Commerce, “Incoterms® 2020” — https://iccwbo.org/business-solutions/incoterms-rules/incoterms-2020/ (สืบค้น 4 กันยายน 2569)
  • Maersk, “Air Cargo Chargeable Weight: A Complete Guide” (10 มีนาคม 2568) — https://www.maersk.com/logistics-explained/transportation-and-freight/2025/03/10/air-cargo-chargeable-weight (สืบค้น 4 กันยายน 2569; แหล่งผู้ให้บริการ ไม่ใช่มาตรฐานกลาง)
  • องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), T-VER และ Thai Carbon Label — https://ghgreduction.tgo.or.th/en/t-ver-en.html และ https://thaicarbonlabel.tgo.or.th/ (สืบค้น 4 กันยายน 2569)
  • กรมศุลกากร, “อัตราแลกเปลี่ยน” — https://www.customs.go.th/content_special.php?link=exch_search.php&lang=th&left_menu=nmenu_esevice_003 (สืบค้น 4 กันยายน 2569)

หมายเหตุบรรณาธิการ: บทความนี้สังเคราะห์จากบันทึกการบรรยายภาคบ่ายตอนที่ 2 และ 3 บทสรุปที่สร้างด้วย AI และแหล่งที่ระบุข้างต้น ตัวเลขทุกชุดในบทความและแผนภาพ (กำไรขั้นต้น สต็อก turnover GMROI) เป็นตัวเลขสมมติที่กองบรรณาธิการตั้งขึ้นใหม่เพื่ออธิบายวิธีคำนวณ ไม่ใช่ตัวเลขจากเอกสารการสอนหรือกรณีจริงของผู้บรรยาย ส่วนค่าธรรมเนียม ค่าระวางรายเส้นทาง surcharge ของสายเรือรายชื่อ ความจุตู้ และราคาคาร์บอนที่กล่าวถึงในห้องบรรยายไม่นำมาลงเพราะเป็นราคาตลาด ณ วันบรรยาย ภาพหน้าปกเป็นภาพ Freepik ที่ดาวน์โหลดและให้เครดิตในเว็บไซต์นี้ แผนภาพทั้งสามเป็น SVG ที่กองบรรณาธิการวาดขึ้นใหม่เป็นภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ตาราง ภาพ หรือกราฟจากเอกสารการสอน เนื้อหานี้เป็นกรอบสำหรับทำตารางต้นทุนของตนเอง ไม่ใช่คำปรึกษาทางบัญชี ภาษี หรือศุลกากร ตัวเลขจริงต้องมาจากใบเสนอราคา บัญชี และประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ วันทำธุรกรรม