บทความบรรยาย · ครั้งที่ 7

ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน: ล็อกอัตราตอนที่รู้รายได้ ไม่ใช่ตอนที่เงินเข้าบัญชี

กำไรที่คำนวณไว้ตอนเสนอราคาอาจหายไปทั้งก้อนเมื่อเงินเข้าบัญชีช้ากว่าที่คิด บทความนี้เรียบเรียงวิธีดูความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจากปัจจัยที่ขับค่าเงินบาท จุดที่ควรล็อกอัตรา และเงื่อนไขจริงของสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของ EXIM BANK รวมถึงข้อจำกัดที่ต้องเข้าใจก่อนลงนาม

อัปเดตล่าสุดทบทวนอีกครั้งภายใน 25 ธ.ค. 2569
สารบัญบทความ
  1. แกนสำคัญของการบรรยาย
  2. 1. ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทผันผวน
  3. 2. อ่านอัตราอย่างถูกฝั่ง และเลือกจุดที่ล็อกให้ถูกเวลา
  4. อัตราที่ควรใช้อยู่ฝั่งไหน
  5. จุดที่ควรปิดความเสี่ยง
  6. 3. เครื่องมือปิดความเสี่ยง: สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า
  7. ข้อจำกัดที่ต้องเข้าใจก่อนลงนาม
  8. ทางเลือกเสริมที่ผู้บรรยายกล่าวถึง
  9. 4. ลำดับการทำงานที่ใช้ได้จริง
  10. ความเสี่ยงหรือความผิดพลาดที่พบบ่อย
  11. เช็กลิสต์ก่อนจองสัญญาล่วงหน้า
  12. สรุป
  13. แหล่งอ้างอิงสำหรับตรวจทาน

ผู้ส่งออกตั้งราคาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เห็นในวันที่เสนอราคา แต่ได้รับเงินจริงในวันที่ผู้ซื้อโอน ซึ่งอาจห่างออกไป 30, 60 หรือ 90 วันตามเครดิตเทอม ระหว่างนั้นค่าเงินบาทเคลื่อนได้ทั้งขึ้นและลง และเมื่อเงินเข้าบัญชี ธนาคารจะแปลงเป็นบาทตามอัตราของวันที่ได้รับเงินจริง กำไรที่คำนวณไว้อย่างดีจึงถูกกลืนได้ทั้งก้อนโดยที่ราคาขาย ต้นทุน และคุณภาพสินค้าไม่เปลี่ยนเลย

การบรรยายช่วง 11.00–12.00 ของครั้งที่ 7 โดยวิทยากรจาก ฝ่ายบริหารเงิน EXIM BANK อธิบายทั้งภาพใหญ่ที่ทำให้ค่าเงินบาทผันผวน จุดที่ธุรกิจควรเข้าไปปิดความเสี่ยง และเครื่องมือที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ โดยมีข้อความสำคัญที่ต้องย้ำก่อนเริ่มคือ การจองสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าไม่ใช่การเก็งกำไร แต่เป็นการทำให้รายได้ที่รู้ล่วงหน้ามีค่าที่แน่นอน เพื่อให้วางแผนเงินทุนและกำไรได้ และมีข้อจำกัดที่ต้องเข้าใจก่อนลงนาม ไม่ใช่หลังลงนาม

ภาพประกอบแนวคิดการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

ภาพประกอบเชิงบรรณาธิการที่จัดทำขึ้นสำหรับบทความนี้โดย Ai · Hermes (AI-assisted original, บันทึกเครดิตใน CREDITS.md) — เส้นที่ถูกล็อกไว้กับเส้นที่แกว่งตามตลาด สื่อถึงความต่างระหว่างการล็อกอัตราไว้ล่วงหน้ากับการรออัตราตลาดโดยไม่มีเครื่องมือ

แกนสำคัญของการบรรยาย

  1. ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเกิดจากช่องว่างเวลา ระหว่างวันที่คำนวณราคา วันที่ส่งสินค้า และวันที่ได้รับเงินจริง
  2. ค่าเงินบาทผันผวนจากปัจจัยที่ผู้ประกอบการควบคุมไม่ได้ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า นโยบายการเงินและส่วนต่างดอกเบี้ย และการย้ายเงินไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย
  3. ผู้ส่งออกใช้ฝั่งอัตราที่ธนาคารรับซื้อ (Buying Rate) ผู้นำเข้าใช้ฝั่งอัตราที่ธนาคารขาย (Selling Rate) และควรเทียบหลายธนาคารในช่วงเวลาเดียวกัน
  4. จุดที่ควรล็อกอัตราคือตอนที่รู้รายได้แน่ชัด เช่น เมื่อได้คำสั่งซื้อ ไม่ใช่รอจนเงินเข้าบัญชี
  5. สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเป็นภาระผูกพัน ต้องมีวงเงินกับธนาคารและมีธุรกรรมรองรับตามระเบียบของ ธปท. และไม่มีค่าธรรมเนียมในการทำสัญญา
  6. ล็อกอัตราแล้วจะไม่ได้ประโยชน์ถ้าตลาดเคลื่อนไปทางที่ดีกว่า แต่ได้ความแน่นอนที่ใช้วางแผนธุรกิจและขอสินเชื่อได้ — นี่คือสิ่งที่ธุรกิจต้องการจริง

1. ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทผันผวน

ผู้บรรยายวางกรอบอธิบายเป็นสี่กลุ่ม ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ใช้พยากรณ์ค่าเงิน แต่ใช้ตอบคำถามสำคัญกว่าคือ ธุรกิจของเราอ่อนไหวต่อค่าเงินมากแค่ไหน

  • ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) — ความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ ทำให้ต้นทุนน้ำมัน ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยสูงขึ้น และทำให้สินค้าโภคภัณฑ์มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงติดอยู่ในราคา ต้นทุนที่สูงขึ้นนี้ไม่ได้มาจากค่าเงิน แต่ทำให้ส่วนต่างกำไรบางลงในจังหวะที่ค่าเงินแกว่ง
  • สงครามการค้าและมาตรการกีดกัน — ภาษีและการกีดกันทางการค้าทำให้เส้นทางค้าและคู่ค้าเปลี่ยนไป ประเทศที่ถูกมาตรการจะเปลี่ยนตลาด ส่งผลต่ออุปสงค์และกระแสเงินที่ไหลเข้า–ออกแต่ละสกุลเงิน
  • นโยบายการเงินและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย — เมื่ออัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐฯ ห่างกัน นักลงทุนเคลื่อนเงินไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่า กระแสเงินที่ไหลออกหรือเข้าเหล่านี้กดดันค่าเงินบาทโดยตรง และเมื่อมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยโลกเปลี่ยน การเคลื่อนย้ายเงินก็เร็วขึ้น
  • ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) — ในช่วงไม่แน่นอน เงินจะไหลไปหาทองคำและพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ค่าเงินของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงกว่าอ่อนลง แม้เศรษฐกิจภายในไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก

วิทยากรชี้ภาพนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการยอมรับข้อเท็จจริงว่า ค่าเงินเราไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยในประเทศเท่านั้น และไม่มีใครควบคุมได้ สิ่งที่ทำได้คือกำหนดว่าธุรกิจจะรับผลกระทบได้แค่ไหน และปิดความเสี่ยงตรงจุดที่ยังควบคุมได้ คือตอนตกลงราคาและเทอมกับผู้ซื้อ

2. อ่านอัตราอย่างถูกฝั่ง และเลือกจุดที่ล็อกให้ถูกเวลา

อัตราที่ควรใช้อยู่ฝั่งไหน

ธนาคารประกาศอัตราสองฝั่งในเวลาเดียวกัน ธุรกิจต้องใช้ให้ถูกด้าน

  • ผู้ส่งออกที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ จะขายเงินตรานั้นให้ธนาคาร จึงดูอัตราฝั่งที่ธนาคารรับซื้อ (Buying Rate)
  • ผู้นำเข้าที่ต้องจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ จะซื้อเงินตราจากธนาคาร จึงดูอัตราฝั่งที่ธนาคารขาย (Selling Rate)

อัตราเปลี่ยนได้ตลอดวัน วิธีที่ปลอดภัยคือ เทียบอัตราจากธนาคารมากกว่าหนึ่งแห่งในช่วงเวลาเดียวกัน (ไม่ใช่เทียบอัตราที่จำได้จากสัปดาห์ก่อน) และบันทึกอัตราที่ใช้ในเอกสารราคาทุกครั้ง เพื่อให้รู้ว่ากำไรที่คำนวณได้อิงอัตราใด

จุดที่ควรปิดความเสี่ยง

ในลำดับงานขายระหว่างประเทศ จุดที่รู้รายได้แน่ชัดคือ ขั้นที่มีคำสั่งซื้อหรือสัญญาและทราบเทอมการชำระชัดแล้ว ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นไป จำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับ และวันที่คาดว่าจะได้รับ กลายเป็นข้อมูลที่ใช้ปิดความเสี่ยงได้จริง (พร้อมกับใช้เป็นหลักฐานขอสินเชื่อหมุนเวียนกับธนาคาร) การรอจนเงินโอนเข้าบัญชีไม่ใช่การปิดความเสี่ยง แต่เป็นการยอมรับอัตราที่เกิดขึ้นแล้ว

ความเสี่ยงนี้จะเห็นชัดที่สุดในเทอมที่ผู้ขายให้เครดิต เช่น Open Account 30 วัน เพราะมีทั้งความเสี่ยงไม่ได้รับชำระ และความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาเดียวกัน ซึ่งต้องใช้เครื่องมือคนละตัวจัดการ — ประกันการส่งออกปิดความเสี่ยงไม่ได้รับชำระ และสัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้าปิดความเสี่ยงอัตรา

3. เครื่องมือปิดความเสี่ยง: สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า

สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) คือการตกลงซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศในอนาคตด้วยอัตราที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ต่อไปนี้เป็นเงื่อนไขตามที่ธนาคารประกาศบนหน้าบริการทางการ

สกุลเงินที่ให้บริการ: USD, CHF, GBP, SGD, JPY, EUR, HKD, AUD, CNY (9 สกุลเงิน)

เงื่อนไขการใช้บริการ

  1. ลูกค้าต้องมี วงเงิน Forward Contract กับธนาคารก่อน จึงจะจองสัญญาได้ และจองได้ภายในวงเงินที่ธนาคารอนุมัติ (จองได้หลายครั้ง ทยอยจองตามดีลที่เปิด)
  2. ตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ซื้อหรือผู้ขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าต้องมี ธุรกรรมรองรับ (underlying) หรือยอดประมาณการธุรกรรมรองรับ และแสดงเอกสารได้เมื่อธนาคารร้องขอ — ข้อนี้คือเหตุผลที่ต้องเตรียมสัญญา ใบสั่งซื้อ และประมาณการรายรับ
  3. ไม่มีค่าธรรมเนียมในการทำสัญญา แต่ต้องลงนามและประทับตราส่งกลับธนาคารภายใน 5 วันทำการ (ส่งตัวจริงหรือผ่านระบบ MY EXIM)

รูปแบบสัญญาที่เลือกได้

  • Fixed Rate Forward — กำหนดอัตราและวันส่งมอบไว้แน่นอน เหมาะกับดีลที่ทราบวันรับเงินชัดเจน
  • Pro Rata Forward — กำหนดอัตราไว้ตั้งแต่วันทำสัญญา และทยอยส่งมอบได้หลายครั้งภายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยจำนวนเงินรวมไม่เกินที่ระบุในสัญญา เหมาะกับผู้ที่คาดว่าจะทยอยรับเงินหลายก้อน เช่น ขายให้ผู้ซื้อรายเดียวเป็นงวด หรือรวมยอดจากผู้ซื้อหลายราย
Fixed rate forward versus pro rata forward, how the rate is built, and what cancelling costs Two cards. Fixed rate forward: one agreed delivery date, the rate is locked at the contract date, suitable when the receipt date is known. Pro rata forward: one agreed window with several delivery dates, the rate is fixed at the contract date and each delivery is priced with the swap points of its own period, suitable when cash arrives in instalments. A middle band shows how the rate is built: spot rate plus or minus the swap point for that period, which reflects the interest rate difference between the two currencies. A bottom band states the conditions: you need a forward credit line with the bank, a supporting underlying transaction as required by the central bank, no fee to sign, and the signed contract returned within five business days. Cancelling needs both parties to agree and is settled at the market difference; once signed you cannot switch to a better market rate. Two contract shapes Fixed rate forward one delivery date rate locked on contract day use when the date is known Pro rata forward one window, many deliveries each delivery priced in its period use when cash arrives in parts How the rate is built spot rate plus or minus swap point swap point reflects rate difference Conditions and limits need a forward line with the bank underlying transaction is required no fee to sign, return in 5 days cancel needs both sides to agree
แผนภาพ: สัญญาล่วงหน้าแบบ Fixed Rate เทียบกับแบบ Pro Rata การทยอยส่งมอบภายในช่วงเวลา และการคำนวณส่วนต่างเมื่อต้องยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด

อัตราที่ได้มาจากอะไร — อัตราล่วงหน้าเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนทันที (spot) บวกหรือลบ swap point ของช่วงเวลานั้น ซึ่งสะท้อนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองสกุลเงิน ส่วนต่างนี้ขึ้นกับระยะเวลาและคู่สกุลเงิน ธนาคารจึงต้องคำนวณเป็นรายธุรกรรม ลูกค้าสามารถสอบถามอัตราได้ทุกครั้งก่อนตัดสินใจจอง และควรเทียบกับอัตราทันทีในวันเดียวกันเพื่อดูว่าส่วนต่างเป็นประเด็นที่ยอมรับได้หรือไม่

ข้อจำกัดที่ต้องเข้าใจก่อนลงนาม

  • เป็นภาระผูกพัน เมื่อถึงวันส่งมอบ หากอัตราตลาดดีกว่าอัตราในสัญญา จะเลือกใช้อัตราตลาดไม่ได้ นี่คือราคาของความแน่นอน ไม่ใช่ความผิดพลาด
  • การยกเลิกสัญญาต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย และธนาคารจะคำนวณส่วนต่างระหว่างอัตราตามสัญญากับอัตราตลาด ณ ขณะนั้น จึงมีต้นทุนหรือข้อได้เปรียบที่เกิดขึ้นจริง
  • ต้องมีธุรกรรมรองรับ ใช้ปิดความเสี่ยงของรายรับที่มีอยู่จริงหรือประมาณการได้ ไม่ใช่เปิดสถานะเพื่อเก็งกำไร
  • จำนวนเงินที่ล็อกไม่ควรเกินรายรับที่คาดว่าจะได้รับ เพราะส่วนที่เกินจะไม่มีธุรกรรมรองรับ

ทางเลือกเสริมที่ผู้บรรยายกล่าวถึง

ผู้บรรยายกล่าวถึงบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ เป็นเครื่องมือช่วยบริหารกระแสเงินสดในกรณีที่ยังไม่ต้องการแปลงเงินทั้งจำนวนในวันที่ได้รับเงิน การบริหารกระแสเงินสดด้วยบัญชีสกุลต่างประเทศใช้ได้กับธุรกิจที่ต้องจ่ายเป็นสกุลเงินเดียวกันอยู่แล้ว (เช่น จ่ายค่าวัตถุดิบนำเข้า) เงื่อนไขบัญชี ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต้องยืนยันกับธนาคารรายกรณี

4. ลำดับการทำงานที่ใช้ได้จริง

  1. คำนวณฐานความเสี่ยง — ยอดรายรับสกุลต่างประเทศ × วันที่คาดว่าจะได้รับเงิน สำหรับดีลที่ปิดแล้วและดีลที่รอปิด
  2. กำหนดสัดส่วนที่จะปิดความเสี่ยง — ธุรกิจที่กำไรบาง (เช่น กำไรสุทธิไม่ถึง 10%) มักรับความผันผวนของอัตราได้น้อยกว่าธุรกิจที่กำไรหนา และควรตกลงเป็นนโยบายภายในไม่ใช่ตัดสินใจรายวัน
  3. ขอวงเงิน Forward Contract กับธนาคาร พร้อมเอกสารประกอบ (สัญญา ใบสั่งซื้อ ประมาณการกระแสเงินรับ) เพราะวงเงินต้องอนุมัติก่อนจึงจะจองสัญญาได้
  4. จองสัญญาเมื่อรู้รายได้ — เลือก Fixed Rate สำหรับดีลที่วันรับเงินแน่นอน และ Pro Rata สำหรับดีลที่ทยอยรับเงิน
  5. บันทึกอัตราที่ล็อกไว้ในระบบราคาและประมาณการกำไร เพื่อให้ทีมขาย ทีมบัญชี และผู้บริหารเห็นตัวเลขเดียวกัน
  6. ติดตามภาระผูกพัน — ยืนยันจำนวนเงิน วันส่งมอบ และแผนสำรองหากดีลถูกเลื่อนหรือยกเลิก

ความเสี่ยงหรือความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คำนวณราคาจากอัตราปัจจุบัน แต่รับเงินอีก 60 วัน — กำไรหายโดยไม่มีใครรู้สาเหตุ เพราะไม่ได้แยกความเสี่ยงอัตราออกจากกำไรจากการขาย
  • ดูอัตราผิดฝั่ง — ใช้ Selling Rate ทั้งที่ตนเป็นผู้ขายเงินตรา ทำให้ประมาณการรายได้คลาดเคลื่อน
  • ปิดความเสี่ยงมากเกินรายรับที่มี — ส่วนเกินไม่เป็นไปตามหลักธุรกรรมรองรับ และเสี่ยงต่อภาระผูกพันที่ไม่มีรายรับรองรับ
  • ลงนามแล้วไม่เข้าใจข้อผูกพัน — เข้าใจว่ายกเลิกได้ตามใจทุกเมื่อ เมื่อตลาดเคลื่อนไปทางที่ดีกว่าแล้วตั้งความคาดหวังผิด
  • ขอวงเงินไม่ทัน — รู้ว่าจะได้เงินสัปดาห์หน้าแต่ยังไม่มีวงเงิน Forward ทำให้จองสัญญาไม่ทันวันที่ต้องการล็อกอัตรา
  • ใช้เครื่องมือผิดวัตถุประสงค์ — เข้าสถานะเกินรายรับจริงเพื่อหวังกำไรจากค่าเงิน ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับบริหารความเสี่ยงและมีภาระผูกพันที่ควบคุมยาก

เช็กลิสต์ก่อนจองสัญญาล่วงหน้า

  • [ ] รู้จำนวนรายรับสกุลต่างประเทศและวันที่คาดว่าจะได้รับเงินของแต่ละดีล
  • [ ] ตรวจว่ากำไรต่อดีลรับความผันผวนได้กี่เปอร์เซ็นต์ และกำหนดสัดส่วนที่จะปิดความเสี่ยงเป็นนโยบาย
  • [ ] มีวงเงิน Forward Contract กับธนาคารแล้ว หรือยื่นคำขอและเตรียมเอกสารครบ
  • [ ] เตรียมหลักฐานธุรกรรมรองรับ (สัญญา ใบสั่งซื้อ ประมาณการ) ตามระเบียบที่ต้องแสดง
  • [ ] เทียบอัตราและ swap point กับธนาคารที่ใช้บริการในวันเดียวกัน
  • [ ] เลือกรูปแบบสัญญาให้ตรงกับรูปแบบการรับเงิน (ก้อนเดียวหรือทยอยรับ)
  • [ ] เข้าใจข้อจำกัด: ล็อกแล้วเลือกอัตราตลาดไม่ได้ และการยกเลิกมีขั้นตอนและต้นทุน
  • [ ] แจ้งจำนวนเงินและวันส่งมอบให้ทีมบัญชีรับรู้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมเงินในวันที่ส่งมอบ

สรุป

ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจัดการได้ด้วยวินัยสองข้อ: รู้ตัวเลขที่ต้องป้องกันตั้งแต่ได้คำสั่งซื้อ และเลือกเครื่องมือที่ตรงกับรูปแบบการรับเงิน สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าไม่ใช่การเก็งกำไร แต่เป็นการแลกความไม่แน่นอนกับความแน่นอนที่วางแผนได้ และไม่มีค่าใช้จ่ายในการทำสัญญา สิ่งที่ต้องเตรียมคือวงเงิน หลักฐานธุรกรรมรองรับ และความเข้าใจข้อผูกพันของสัญญาก่อนลงนาม ไม่ใช่หลังลงนาม

แหล่งอ้างอิงสำหรับตรวจทาน

  • การบรรยาย “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” วันที่ 25 กันยายน 2569 โดยฝ่ายบริหารเงิน EXIM BANK (ครั้งที่ 7 หลักสูตร EXIM 2X รุ่นที่ 3)
  • EXIM BANK — บริการสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า: สกุลเงิน เงื่อนไขการให้บริการ รูปแบบสัญญา และข้อจำกัด
  • EXIM BANK — หน้าอัตราแลกเปลี่ยน และหน้า Forward Points (อัตราที่ประกาศเป็น indicative rate สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปีและมีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารอยู่แล้ว)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย — สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward) ในชุดเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

หมายเหตุบรรณาธิการ: บทความนี้เรียบเรียงจากบันทึกการบรรยายภาคเช้าช่วง 11.00–12.00 ของครั้งที่ 7 (25 กันยายน 2569) ร่วมกับหน้าบริการทางการของ EXIM BANK และหน้าความรู้ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สืบค้นวันที่ 25 กันยายน 2569 โดยยึดหน่วยงานเจ้าของหัวข้อตามกำหนดการหลักสูตร ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตัวเลขสัญญา และตัวอย่างอัตราของลูกค้ารายที่ปรากฏในห้องบรรยายถูก ตัดออกจากบทความ เพราะข้อความถอดเสียงไม่ชัดเจนพอและไม่มีแหล่งเปิดเผยที่ตรวจสอบได้ในรอบนี้ รายละเอียดสกุลเงิน เงื่อนไข วงเงิน และข้อจำกัดของสัญญาใช้ตามประกาศทางการของธนาคาร อัตราแลกเปลี่ยนและ swap point เปลี่ยนแปลงทุกวัน และเงื่อนไขบริการอาจปรับปรุง ต้องตรวจประกาศฉบับล่าสุดและยืนยันกับเจ้าหน้าที่ธนาคารก่อนทำธุรกรรมจริง