บทความบรรยาย · ครั้งที่ 7

เครื่องมือการชำระเงินระหว่างประเทศ: เรียงความเสี่ยงให้ถูกก่อนเจรจา แล้วปิดช่องที่เหลือให้ครบ

ผู้ส่งออกเสียเงินไม่ได้เพราะขายไม่ได้ราคา แต่เพราะเลือกเทอมการชำระเงินที่แบกความเสี่ยงไว้เองโดยไม่รู้ตัว บทความนี้เรียบเรียงจากการบรรยายภาคเช้าของครั้งที่ 7 เพื่อให้เห็นลำดับความเสี่ยงของแต่ละเทอม กลไกที่เกิดขึ้นจริงของ L/C และเอกสารเรียกเก็บ ทางออกเมื่อถูกขอเทอมที่เสี่ยง และรายละเอียดการโอนเงินระหว่างประเทศที่ถ้าบอกผู้ซื้อผิดจุดเดียว เงินก็ไปไม่ถึงบัญชี

อัปเดตล่าสุดทบทวนอีกครั้งภายใน 25 ธ.ค. 2569
สารบัญบทความ
  1. แกนสำคัญของการบรรยาย
  2. 1. เรียงลำดับความเสี่ยงก่อนเจรจา
  3. 2. กลไกจริงของแต่ละเทอม และจุดที่เงินหาย
  4. Open Account — ความเชื่อใจไม่ใช่เครื่องมือบริหารความเสี่ยง
  5. D/P และ D/A — เอกสารเรียกเก็บผ่านธนาคาร
  6. L/C — ปลอดภัยเมื่อออกเอกสารได้ครบ
  7. ใช้ L/C และ Purchase Order ระดมทุนหมุนเวียน
  8. 3. การโอนเงินระหว่างประเทศ: รายละเอียดที่ผู้ส่งออกต้องเป็นคนบอก
  9. 4. แบบฝึกที่ใช้ได้จริง: เรียงความเสี่ยงของเทอมผสม
  10. ความเสี่ยงหรือความผิดพลาดที่พบบ่อย
  11. เช็กลิสต์ก่อนลงมือ
  12. สรุป
  13. แหล่งอ้างอิงสำหรับตรวจทาน

คำถามที่ผู้ส่งออกถามบ่อยที่สุดไม่ใช่ “ขายราคาเท่าไร” แต่คือ “จะได้เงินไหม” เพราะลำดับของปัญหาจริงคือ ผู้ซื้อไม่ยอมจ่ายตามกำหนด ปฏิเสธรับสินค้า ล้มละลาย หรือโอนเงินเข้าเลขที่บัญชีที่ไม่ใช่ของเรา การเจรจาเทอมการชำระเงินจึงไม่ใช่เรื่องของสำนักงานบัญชี แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่กำหนดว่าธุรกิจจะแบกความเสี่ยงไว้กี่เปอร์เซ็นต์ และจะปล่อยสินค้าออกจากมือเมื่อใด

การบรรยายช่วง 09.00–10.00 ของครั้งที่ 7 โดย คุณจันทร์ฉาย พิทักษ์อรรณพ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า EXIM BANK เดินเรื่องจากกลไกจริงของการชำระเงินแต่ละรูปแบบ ไปจนถึงข้อควรระวังเวลาโอนเงินระหว่างประเทศ จุดย้ำของวิทยากรคือ “ปลอดภัยที่สุด” กับ “ดีที่สุด” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน การรับเงินล่วงหน้าทั้งจำนวนดีที่สุดในแง่สภาพคล่อง แต่คู่ค้าใหม่แทบไม่ยอมให้ และไม่มีเทอมใดที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้ส่งออกจึงต้องรู้ว่าตนกำลังแลกอะไรกับอะไร แล้วใช้เครื่องมือของธนาคารปิดช่องที่เหลือ

ภาพประกอบแนวคิดเรื่องลำดับความเสี่ยงของเงื่อนไขการชำระเงิน

ภาพประกอบเชิงบรรณาธิการที่จัดทำขึ้นสำหรับบทความนี้โดย Ai · Hermes (AI-assisted original, บันทึกเครดิตใน CREDITS.md) — บันไดหกขั้นสื่อถึงลำดับความเสี่ยงที่ผู้ส่งออกต้องแบกในแต่ละเทอมการชำระเงิน และโล่ที่ยอดบันไดสื่อถึงเครื่องมือปิดความเสี่ยงที่ต้องเลือกให้ตรงกับระดับความเสี่ยงนั้น

แกนสำคัญของการบรรยาย

  1. เทอมการชำระเงินเรียงตามความเสี่ยงของผู้ส่งออกได้ชัด: รับเงินล่วงหน้า → L/C at sight → L/C usance → D/P → D/A → Open Account
  2. Open Account คือเทอมที่ผู้ขายแบกความเสี่ยงมากที่สุด เพราะไม่มีธนาคารใดถูกผูกพันให้จ่าย และไม่มีกลไกบังคับให้ผู้ซื้อจ่าย
  3. L/C ปลอดภัยเพราะผู้จ่ายคือธนาคาร ไม่ใช่ผู้ซื้อ แต่ความปลอดภัยนั้นผูกกับ “เอกสารครบและไม่มี discrepancy” ไม่ใช่ผูกกับวงเงินในสัญญา
  4. L/C และ Purchase Order ใช้เป็นหลักฐานขอกู้เงินหมุนเวียนกับ EXIM BANK ได้ เพื่อให้มีเงินผลิตก่อนถึงกำหนดรับชำระ
  5. การโอนเงินระหว่างประเทศมีรายละเอียดที่ผู้ส่งออกต้องบอกผู้ซื้อเอง ทั้งสกุลเงิน รหัส SWIFT และธนาคารตัวแทนในแต่ละสกุล และต้องมีมาตรการยืนยันการเปลี่ยนเลขที่บัญชีนอกอีเมล

1. เรียงลำดับความเสี่ยงก่อนเจรจา

วิทยากรวางเทอมการชำระเงินเป็นสเกลความเสี่ยงของผู้ส่งออก จากน้อยไปมาก

ลำดับความเสี่ยง เทอมการชำระเงิน ใครแบกความเสี่ยง
ต่ำสุด ชำระเงินล่วงหน้าเต็มจำนวน (Advance / T/T ก่อนส่ง) ผู้ซื้อ
↓ L/C at sight ธนาคารผู้ออกในเงื่อนไขเอกสาร
↓ L/C usance (มีระยะเวลาการชำระ) ธนาคารผู้ออก + ความเสี่ยงด้านเวลา
↓ D/P (ชำระเงินจึงรับเอกสาร) ผู้ขายยังเสี่ยงถูกปฏิเสธรับสินค้า
↓ D/A (รับรองแล้วรับเอกสาร ชำระภายหลัง) ผู้ขายเสี่ยงทั้งการไม่ชำระและการไม่รับสินค้า
สูงสุด Open Account (ส่งก่อน จ่ายภายหลังตามเครดิตเทอม) ผู้ขายทั้งหมด
Payment terms ranked by the exporter's risk, and the tool that closes the remaining gap at each level A ladder of six payment terms from lowest to highest risk for the exporter. Advance payment: the buyer carries the risk. L/C at sight: the issuing bank pays against compliant documents. L/C usance: the bank pays later, so time risk is added. D/P: the buyer must pay to collect documents, but may still refuse the goods. D/A: the buyer takes the goods against acceptance and may never pay. Open account: the seller carries all risk because nothing obliges the buyer to pay. Each level names the tool that closes the gap: verify the counterparty, use a letter of credit, finance with the L/C or the purchase order, and cover the credit term with export credit insurance plus a forward contract for the currency. Risk ladder for the exporter 1 Advance payment buyer carries, lowest risk 2 L/C at sight issuing bank pays on documents 3 L/C usance bank pays later, time risk added 4 D/P buyer may still refuse the goods 5 D/A no payment and no goods taken 6 Open account seller carries all of it What closes the remaining gap check buyer, bank and country then cover the term and currency
แผนภาพ: บันไดความเสี่ยงของผู้ส่งออก และเครื่องมือปิดช่องที่เหลือในแต่ละระดับ ตั้งแต่การตรวจสอบผู้ซื้อ ประกันการส่งออก ไปจนถึงการขอกู้โดยใช้ L/C หรือ Purchase Order เป็นหลักฐาน

การเรียงแบบนี้ใช้เป็น ภาษากลางในการเจรจา ได้ทันที เพราะทำให้อธิบายกับผู้ซื้อได้ว่าการขอเลื่อนจาก L/C ไปเป็น Open Account เท่ากับขอให้ผู้ขายยกความเสี่ยงให้เต็มจำนวน ซึ่งต้องมีอะไรตอบแทนกลับมา เช่น ราคา ระยะเวลาสัญญา หรือการทำประกันการส่งออกที่ผู้ซื้อรับรู้และยอมรับค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง

2. กลไกจริงของแต่ละเทอม และจุดที่เงินหาย

Open Account — ความเชื่อใจไม่ใช่เครื่องมือบริหารความเสี่ยง

ผู้ขายผลิตและส่งสินค้า ผู้ซื้อใช้เอกสารขนส่งไปรับของได้เลย แล้วจ่ายภายในเครดิตเทอม เช่น 30 วันหลังส่งออก วิทยากรชี้จุดสำคัญว่า เมื่อของถึงมือผู้ซื้อแล้ว ไม่มีกลไกใดบังคับให้เขาจ่าย และคำถามที่ควรถามตัวเองก่อนรับเทอมนี้คือ “ถ้าเขาไม่จ่าย เรามีอะไรเหลืออยู่” เทอมนี้เหมาะกับบริษัทในเครือหรือคู่ค้าที่มีประวัติต่อกันจริง หากเป็นผู้ซื้อรายใหม่และยังไม่คุ้มครองความเสี่ยง ทางออกที่ใช้ได้จริงคือทำประกันการส่งออกก่อน ไม่ใช่ปฏิเสธดีลทั้งหมด (รายละเอียดอยู่ในบทความช่วง 10.00–11.00)

D/P และ D/A — เอกสารเรียกเก็บผ่านธนาคาร

ทั้งสองแบบคือการเรียกเก็บเงินผ่านธนาคาร โดยผู้ส่งออกส่งสินค้าแล้วยื่นเอกสารให้ธนาคารของตน ซึ่งส่งต่อไปยังธนาคารผู้ซื้อ

  • D/P (Documents against Payment) — ธนาคารผู้ซื้อจะเรียกให้ผู้ซื้อชำระเงินก่อน แล้วจึงมอบเอกสารให้ไปรับสินค้า ความเสี่ยงที่เหลืออยู่คือผู้ซื้ออาจ ปฏิเสธไม่รับสินค้า สินค้าค้างที่ปลายทาง และผู้ขายต้องหาคนรับของเองหรือส่งกลับ
  • D/A (Documents against Acceptance) — ผู้ซื้อลงลายมือชื่อรับรองตั๋วแลกเงินก็ได้เอกสารไปรับสินค้า และชำระเมื่อครบกำหนด ความเสี่ยงจึงรวมทั้งการไม่ชำระและการปฏิเสธรับสินค้า

จุดที่ต้องเข้าใจคือ “เอกสารเรียกเก็บ” ไม่ใช่การรับประกันโดยธนาคาร ธนาคารทำหน้าที่เป็นท่อส่งเอกสารและเรียกเก็บตามคำสั่ง ไม่ได้ผูกพันจ่ายเมื่อผู้ซื้อไม่ยอมจ่าย

L/C — ปลอดภัยเมื่อออกเอกสารได้ครบ

Letter of Credit เป็นตราสารที่ ธนาคารผู้ออก (Issuing Bank) ออกตามคำสั่งของผู้ซื้อ และผูกพันจ่ายให้ผู้ขายเมื่อยื่นเอกสารตรงตามเงื่อนไขใน L/C ทุกข้อ วิทยากรยกหลักปฏิบัติว่าถ้าเอกสารถูกต้องครบถ้วน ผู้ขายจะได้รับชำระอย่างรวดเร็วตามกำหนดใน L/C (ในทางปฏิบัติ L/C at sight เมื่อเอกสารครบจะจ่ายภายในไม่กี่วันทำการ) แต่สิ่งที่ทำผู้ส่งออกเจ็บตัวจริงคือ discrepancy หรือเอกสารไม่ตรงเงื่อนไข เพราะเมื่อนั้นธนาคารมีสิทธิปฏิเสธจ่าย หรือผู้ซื้อใช้เป็นข้อต่อรองลดราคา

ความเสี่ยงที่ยังเหลืออยู่สองข้อคือ ธนาคารผู้ออกในประเทศที่ฐานะไม่แข็งแรง และตัวเงื่อนไขเอง วิธีลดข้อแรกคือ ให้ผู้ซื้อเปิด L/C ผ่านธนาคารที่มีความสัมพันธ์กับ EXIM BANK เพราะตรวจสอบได้และไหลลื่นกว่า และควรตรวจสอบองค์ประกอบของ L/C ก่อนผลิต ได้แก่

  • ชื่อและที่อยู่ของคู่สัญญา สกุลเงินและจำนวนเงินที่ตรงกับสัญญา
  • รายการเอกสารที่ต้องยื่น (invoice, packing list, transport document, bill of exchange และอื่น ๆ ตามที่ L/C ระบุ)
  • เงื่อนไขสุดท้ายที่ยื่นเอกสาร (latest shipment / expiry) และข้อกำหนดที่อาจทำไม่ได้จริง
  • Incoterm ที่ระบุใน L/C ว่าใครจ่ายค่าขนส่งและใครทำประกัน

วิทยากรยกตัวอย่าง L/C หนึ่งฉบับในห้องเพื่อให้เห็นว่าข้อมูลทั้งหมดนี้อยู่ในเอกสารหน้าเดียว โดยมีผู้ออก L/C คือธนาคารในประเทศผู้ซื้อ ผู้ซื้อเป็นผู้นำเข้า ผู้ขายเป็นผู้ส่งออก และ Incoterm ที่ระบุคือ CFR ปลายทางท่าโอซากา ประเด็นที่ต้องเห็นให้ชัดคือ CFR ผู้ขายจ่ายค่าขนส่งระหว่างประเทศแต่ไม่รวมประกัน ถ้าเป็น CIF ผู้ขายต้องทำประกันให้ผู้ซื้อด้วย เงื่อนไขเดียวนี้เปลี่ยนต้นทุนและความรับผิดทั้งก้อน

ใช้ L/C และ Purchase Order ระดมทุนหมุนเวียน

สิ่งที่ผู้ประกอบการมักมองข้ามคือ L/C ใช้เป็น หลักฐานขอกู้เงินหมุนเวียน ได้ วิทยากรอธิบายว่าเมื่อได้คำสั่งซื้อแล้ว ผู้ส่งออกควรติดต่อธนาคารเพื่อตั้งวงเงินไว้ก่อนถึงเวลาผลิต โดย L/C ขอกู้ได้ในสัดส่วนที่สูงกว่า Purchase Order (วิทยากรระบุประมาณ 90% ของมูลค่า L/C และประมาณ 80% ของ Purchase Order) ทั้งนี้เป็นนโยบายสินเชื่อที่ต้องยื่นเอกสารและพิจารณารายกรณี ตัวเลขสัดส่วนจึงควรยืนยันกับสาขา ณ วันที่ยื่นคำขอ

3. การโอนเงินระหว่างประเทศ: รายละเอียดที่ผู้ส่งออกต้องเป็นคนบอก

เมื่อเทอมการชำระเงินตกลงแล้ว เงินจะมาถึงหรือไม่ขึ้นกับรายละเอียดที่เราบอกผู้ซื้อ EXIM BANK ให้บริการรับเงินโอนจากต่างประเทศผ่านเครือข่าย SWIFT โดยข้อมูลที่ต้องแจ้งให้ผู้โอนทราบตามที่ธนาคารประกาศคือ ชื่อบัญชี เลขที่บัญชี ที่อยู่ของผู้รับเงิน สกุลเงินและจำนวนเงิน และรหัส SWIFT ของธนาคาร ซึ่งทางการคือ EXTHTHBK (ชื่อย่อว่า Export Import Bank of Thailand, Bangkok) — รหัสนี้ต้องเขียนให้ตรงเพราะเป็นตัวระบุเส้นทางเงิน

ประเด็นที่วิทยากรเน้นคือ ธนาคารตัวแทน (correspondent bank) ในแต่ละสกุลเงิน ถ้าไม่แจ้งเส้นทางให้ผู้ซื้อ เงินอาจเดินผ่านธนาคารตัวกลางหลายชั้นและถูกหักค่าธรรมเนียมทุกรายการที่ผ่าน ตัวอย่างเส้นทางที่ใช้กัน เช่น สกุล USD ผ่านธนาคารตัวแทนในนิวยอร์ก สกุล HKD ผ่านธนาคารในฮ่องกง สกุล SGD ผ่านธนาคารในสิงคโปร์ วิธีทำงานคือบอกทั้งชุดให้ธนาคารผู้ซื้อทราบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอให้เงินหายระหว่างทางแล้วตามแก้

หลักการที่ควรจำคือ ทุกครั้งที่ผู้ซื้อจะโอน ต้องยืนยันข้อมูลบัญชีจากทั้งสองฝ่าย เพราะกรณีที่เกิดขึ้นจริงและสร้างความเสียหายร้ายแรงคือการแฮกอีเมลคู่ค้า แล้วแจ้งเปลี่ยนเลขที่บัญชีรับเงิน เมื่อผู้ส่งออกโอนตาม ผู้ซื้อก็ไม่ได้รับเงิน และกลายเป็นข้อพิพาททั้งที่สินค้าส่งไปแล้ว มาตรการที่ใช้ได้ทันทีคือ

  • ตั้งกติกากับคู่ค้าว่า การเปลี่ยนเลขที่บัญชีจะต้องยืนยันทางโทรศัพท์กับผู้มีอำนาจเท่านั้น ไม่รับแจ้งทางอีเมล
  • เก็บรายชื่อผู้ติดต่อและเบอร์โทรที่ยืนยันได้ไว้ล่วงหน้า อย่าใช้เบอร์หรืออีเมลที่อยู่ในข้อความแจ้งเปลี่ยนแปลง
  • ตรวจว่าชื่อบัญชีที่แจ้งตรงกับชื่อคู่สัญญาในสัญญาและอินวอยซ์ ไม่ใช่ชื่อบุคคลที่สาม

4. แบบฝึกที่ใช้ได้จริง: เรียงความเสี่ยงของเทอมผสม

ในห้องบรรยายมีแบบฝึกเรียงลำดับเทอมผสมจากความเสี่ยงน้อยไปมาก และแนวคำตอบที่เฉลยในห้องเรียงจากปลอดภัยที่สุดไปเสี่ยงที่สุดได้ว่า

  1. ชำระ 100% ด้วยการโอนเงินก่อนส่งสินค้า
  2. ชำระ 50% ก่อนส่ง + 50% ด้วย D/A 30 วัน
  3. L/C at sight 100%
  4. L/C usance 100%
  5. ชำระ 50% ก่อนส่ง + 50% ด้วย D/P
  6. ชำระ 50% ก่อนส่ง + 50% แบบ Open Account 30 วัน
  7. D/A 30 วัน 100%

ข้อควรระวังของแบบฝึกนี้: ลำดับของเทอมผสมขึ้นกับสมมติฐานว่าเงินก้อนแรกที่ได้รับไปแล้วช่วยลดความเสี่ยงที่เหลือจริง และขึ้นกับเงื่อนไขสัญญาแต่ละฉบับ ลำดับของ “50% ก่อนส่ง + 50% D/A” เทียบกับ “L/C at sight 100%” เป็นข้อที่ถกกันได้เสมอ สิ่งที่แบบฝึกนี้สอนจริงคือ การเจรจาให้ได้เงินก้อนแรกเร็วขึ้น และการเปลี่ยนเทอมครึ่งหลังให้มีธนาคารหรือประกันค้ำ ซึ่งลดความเสี่ยงได้มากกว่าการเถียงเรื่องชื่อเทอม

หลักปฏิบัติที่ผู้บรรยายสรุปคือ เงื่อนไขการชำระเงิน เจรจาได้ และผู้ส่งออกไม่จำเป็นต้องรับเทอมใดเทอมหนึ่งทั้งฉบับ ส่วนที่ยังเสี่ยงก็ใช้ประกันการส่งออกหรือสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าปิดความเสี่ยงเพิ่ม เช่น เทอม Open Account 30 วันยังมี ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน แทรกเข้ามา เพราะกว่าจะได้รับเงิน อัตราแปลงกลับเป็นบาทเปลี่ยนไปแล้ว (อยู่ในบทความช่วง 11.00–12.00)

ความเสี่ยงหรือความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • รับ Open Account โดยไม่มีเครื่องมือคุ้มครอง — ผู้ซื้อใช้เอกสารไปรับของได้ก่อนจ่าย เมื่อไม่จ่ายจึงไม่มีหลักประกันเหลือ
  • ไม่ตรวจ L/C ก่อนผลิต — ข้อกำหนดที่ทำไม่ได้จริง (เอกสารที่ออกไม่ได้ เงื่อนไขที่ธนาคารไม่รับ) จะกลายเป็น discrepancy ตอนขอเงิน
  • ยื่นเอกสารไม่ตรงเงื่อนไข — ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธจ่าย หรือถูกต่อรองราคา ทำให้สูญเสียทั้งเวลาและอำนาจต่อรอง
  • ให้ผู้ซื้อเปิด L/C ผ่านธนาคารที่ตรวจสอบไม่ได้ — เพิ่มความเสี่ยงด้านธนาคารผู้ออกและความล่าช้าในการยืนยัน
  • แจ้งข้อมูลบัญชีไม่ครบหรือผิดรหัสธนาคาร — เงินเดินช้า ถูกหักค่าธรรมเนียมหลายชั้น หรือไปไม่ถึงบัญชี
  • รับแจ้งเปลี่ยนเลขที่บัญชีทางอีเมลแล้วโอนทันที — เป็นรูปแบบฉ้อโกงที่เกิดขึ้นจริง ผลคือผู้ขายไม่ได้เงินและสินค้าออกไปแล้ว

เช็กลิสต์ก่อนลงมือ

  • [ ] เขียนลำดับความเสี่ยงของเทอมของดีลนี้ และระบุว่าฝั่งใดแบกความเสี่ยงเท่าไร
  • [ ] ตรวจประวัติและฐานะของคู่ค้าและธนาคารผู้ซื้อก่อนตกลงเทอม โดยเฉพาะดีลแรก
  • [ ] อ่านร่าง L/C ทีละข้อ และยืนยันว่าออกเอกสารที่ระบุได้ครบจริงก่อนเริ่มผลิต
  • [ ] ถามสัดส่วนและเงื่อนไขกู้ด้วย L/C หรือ Purchase Order กับธนาคารล่วงหน้าก่อนถึงฤดูผลิต
  • [ ] เตรียมชุดข้อมูลให้ผู้ซื้อสำหรับโอนเงิน: ชื่อบัญชี เลขที่บัญชี ที่อยู่ สกุลเงิน จำนวนเงิน และรหัส SWIFT
  • [ ] ตกลงกับคู่ค้าว่าการเปลี่ยนเลขที่บัญชีต้องยืนยันทางโทรศัพท์กับผู้มีอำนาจเท่านั้น
  • [ ] ระบุให้ชัดว่า Incoterm ในสัญญาและใน L/C ใครจ่ายค่าขนส่ง ใครทำประกัน
  • [ ] ปิดความเสี่ยงส่วนที่เหลือด้วยประกันการส่งออกหรือสัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้าตามความเหมาะสม

สรุป

เทอมการชำระเงินคือการจัดสรรความเสี่ยง ไม่ใช่เพียงข้อความในสัญญา วิธีทำงานที่ใช้ได้จริงคือ เรียงความเสี่ยงของแต่ละเทอมให้ถูกก่อนเจรจา ปิดช่องที่เหลือด้วยเครื่องมือที่มีอยู่จริง (ตรวจสอบคู่ค้า ประกันการส่งออก และการกู้ด้วย L/C หรือคำสั่งซื้อ) และทำให้รายละเอียดการโอนเงินชัดตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้ความพยายามทั้งดีลจบที่ “เงินไปไม่ถึงบัญชี”

แหล่งอ้างอิงสำหรับตรวจทาน

  • การบรรยาย “เครื่องมือการชำระเงินระหว่างประเทศ เกราะป้องกันความเสี่ยงทางการค้าโลก” วันที่ 25 กันยายน 2569 โดย คุณจันทร์ฉาย พิทักษ์อรรณพ ผู้อำนวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า EXIM BANK (ครั้งที่ 7 หลักสูตร EXIM 2X รุ่นที่ 3)
  • EXIM BANK — บริการรับเงินโอนจากต่างประเทศ (Inward Remittance): ข้อมูลที่ต้องแจ้งผู้โอนและรหัส SWIFT ของธนาคาร
  • EXIM BANK — บริการสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (สำหรับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของเทอมที่มีเครดิต)
  • EXIM BANK — บริการประกันการส่งออก (สำหรับเทอม Open Account ที่ยังไม่คุ้มครอง)
  • ICC — UCP 600 (หลักปฏิบัติว่าด้วยเครดิตที่มีเงื่อนไข) และ Incoterms® 2020 (การแบ่งภาระค่าขนส่งและประกันใน CFR/CIF)

หมายเหตุบรรณาธิการ: บทความนี้เรียบเรียงจากบันทึกการบรรยายภาคเช้าช่วง 09.00–10.00 ของครั้งที่ 7 (25 กันยายน 2569) ร่วมกับแหล่งทางการของ EXIM BANK และ ICC โดยยืนยันรายละเอียดการโอนเงินกับหน้าบริการ Inward Remittance ของธนาคาร (รหัส SWIFT ที่ใช้ในบทความคือค่าทางการ EXTHTHBK ซึ่งต่างจากที่ข้อความถอดเสียงเสนอ) ตัดตัวอย่างลูกค้าเฉพาะราย ชื่อบุคลากรอื่นในห้อง และตัวเลขค่าธรรมเนียมรายรายการที่ไม่มีแหล่งเปิดเผยออกจากบทความ สัดส่วนการกู้ด้วย L/C และ Purchase Order เป็นคำอธิบายในห้อง ต้องยืนยันกับสาขา ณ วันยื่นคำขอ และเงื่อนไขการชำระเงิน ลำดับความเสี่ยง และรหัสธนาคารตัวแทนเป็นข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้ ต้องตรวจเอกสารธนาคารฉบับล่าสุดก่อนใช้จริง